วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความฝันอันสูงสุด

 

เช้านี้ดูรายการ ดนตรี กวี ศิลป์ ไทยพีบีเอส  มีความสุขจากการได้ฟังเพลงเย็นๆ เพลงเงาไม้ กับเสียงไวโอลิน ชื่นใจมาก ที่ปลื้มคือ มีตัวแทนคุณสันติ ลุนแผ่ ได้แล้ว หลังที่เคยห่วงว่าวันหนึ่งที่คุณสันติสูงอายุมากจนไม่สามารถร้องเพลง ความฝันอันสูงสุด ที่ต้องใช้พลังเสียงมากทีเดียวแล้ว ใครจะร้องได้แบบนั้นอีก วันนี้ได้ฟัง คุณกิตตินันท์ ชินสำราญ (วงดุริยางค์แห่งมหาวิทยาลัยรังสิต) ร้อง สะดุดใจว่าเสียงเหมือนคุณสันติ เลยหันไปดู แล้วแอบประทับใจว่านอกจากเสียงกังวาล มีพลังแล้ว เพลงนี้ต้องมีอารมณ์ร่วมรักชาติ รักแผ่นดิน ต้องใส่ความรู้สึกในอารมณ์ และคุณกิตตินันท์ทำได้ดีมาก ....ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ฟังอีก ไม่แน่ใจว่ามีอัดแผ่นขายหรือไม่ จะลองหาดู....ขอบันทึกเพลงนี้ไว้ แค่ทหารที่เสียสละชีวิต และความสุขเพื่อแผ่นดิน และคนไทยผู้รักแผ่นดินแม่ทุกคน

 

ความฝันอันสูงสุด
 
ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ
ขอสู่ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว
ขอทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ
ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง


จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด
จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง
จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง
จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา


ไม่ท้อถอยคอยสร้างสิ่งที่ควร
ไม่เรรวนพะว้าพะวังคิดกังขา
ไม่เคืองแค้นน้อยใจในโชคชะตา
ไม่เสียดายชีวาถ้าสิ้นไป


นี่คือปณิธานที่หาญมุ่งหมายผดุงยุติธรรม์อันสดใส
ถึงทนทุกข์ทรมานนานเท่าใด
ยังมั่นใจรักชาติองอาจครัน


โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่
เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกหยัน
คงยืนหยัดสู้ไปใฝ่ประจัญ
ยอมอาสัญก็เพราะปองเทิดผองไทย

 
ความฝันอันสูงสุดที่อยากให้เป็นจริงคือ ให้คนไทยรักสามัคคีกันเหมือนในอดีตอันนานมา..ไม่มีแบ่งสี แบ่งภาค  ประเทศปลอดสงครามทุกรูปแบบ สงบสุข ไม่มีคอรัปชั่น ลดความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ลดการเป็นทาสของความอยาก  ดำรงชีวิตตามทำนองคลองธรรมให้มากขึ้น กลับมามองตัวตนของตน ตระหนักว่าเกิดมาทำไม เกิดมาแล้วทำประโยชน์แก่สังคม แก่แผ่นดินบ้างหรือไม่ หรือเอาแต่แสวงหาสิ่งที่เอาติดตัวไปไม่ได้ไม่รู้จบสิ้น
 





วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วรรณรูป-อย่าเห็นแก่ตัว

"วรรณรูป-อย่าเห็นแก่ตัว"
"ความเห็นแก่ตัว เป็นบ่อเกิดของความชั่วทั้งปวง"

ด้วย meepole กำลังเตรียมเอกสารสอน ได้ดูรายการศิลป์สโมสร เชิญ “ทยาลุ นักเขียนวรรณรูป” (เจริญ กุลสุวรรณ) เพิ่งรู้เช่นกันว่าเขาเป็นคนเขียนข้อความ “อย่าเห็นแก่ตัว” เลยสนใจหยุดฟัง เห็นว่าเป็นเรื่องน่าสนใจ เลยอยากรู้จักผู้นี้มากขึ้น ค้นอ่านเรื่องราว มีหลายคำพูดที่มีประโยชน์ ให้ข้อคิด คำสอนได้ดี เลยเอามาเก็บไว้ และสนใจติดตามได้ที่อ้างอิงไว้ (วรรณรูป หมายถึง อักษรภาพ )

"ตอนนี้มนุษย์โลกมองตากันด้วยความมีอะไรแอบแฝง จะฉกฉวยผลประโยชน์ จะเอาให้ตาย จะทำลายให้พินาศ ต่างจากปู่ย่าตายายเรา ซึ่งสนิทแนบอยู่กับพุทธศาสนา มองตากันแบบ เขาคือเพื่อนมนุษย์"

"วันนี้เรามองอย่างนั้นกี่เปอร์เซ็นต์ เห็นเพื่อนมนุษย์เป็นเหยื่อบ้าง เป็นศัตรูบ้าง บางคนไม่เคยเจอกัน เห็นหน้ากันก็โกรธกันจะเป็นจะตาย ชิงชัง อยากทำลาย ดูหมิ่น ยังไม่ทันคุยกันเลยนะ ไอ้นี่คบไม่ได้ ตัดสินไปแล้ว เพราะเราไม่มีวัฒนธรรมปู่ย่าตายายไว้ในจิตของเรา ว่ามนุษย์ทั้งหลายคือเพื่อนของเรา อย่างน้อยก็เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย"

ที่ถูกใจ meepole มากคือ คำพูดของคุณเจริญที่ว่า

  “........แอบคิดอยู่คนเดียวนะว่าวรรณรูปชุดนี้ ต่อไปมันจะมีปฏิกิริยา มันจะปลุกกระแสสังคม แต่ไม่เคยขยายความ วันหนึ่งข้างหน้าจะมีคนหยิบ 2 ภาพนี้ไปวิจารณ์คู่กับโมนาลิซ่า ภาพ 2 ชุด อะไรให้สติปัญญา ให้ดวงตามากกว่ากัน"

ข้างต้นนี้ให้แง่คิดสะท้อนอะไรๆได้ดีและชัดเจน คนส่วนมากให้ค่า กับภาพศิลปะที่คิดกันไปเองว่า “ไช่” ทั้งๆที่บางคนอาจคิดไปด้วยซ้ำว่างั้นๆล่ะ แต่ต้องเสแสร้งว่าเป็นศิลปะชั้นเลิศ ไม่งั้นจะถูก...มองว่า “เชย” กับศิลปะที่สอนให้เกิดสติ เกิดปัญญา แบบนี้ไม่ให้ค่าทั้งๆที่มันตีค่าไม่ได้ด้วยซ้ำหากไปโดนใจใครเข้าเห็นแล้วและได้สติ เกิดปัญญากันมาเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นได้

"...เหมือนที่พระอาจารย์พุทธทาสเคยสอนไว้ ทุกครั้งที่กระทบ ให้จบลงด้วยความฉลาด"

อ้างอิง และที่มา http://www.bangkokbiznews.com

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

สำนักสงฆ์ถ้ำบ่อน้ำทิพย์

บริเวณหน้าวัดด้านใน
 
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา meepole ต้องไปรับผู้ใหญ่ที่มาจากเกาะพะงัน เลยพาแวะตามเส้นทางเรื่อยๆ ก่อนจะข้ามจังหวัดไป แห่งหนึ่งที่ผ่านคือ สำนักสงฆ์ถ้ำบ่อน้ำทิพย์ เคยแวะมาครั้งหนึ่งสองสามปี ตอนที่กำลังจะบูรณะใหม่ เพราะเจ้าอาวาสเดิมมรณะภาพและร้างอยู่ช่วงหนึ่ง ตอนที่ไปมีพระเพิ่งไปอยู่และท่านพยายามบูรณะด้วยปัจจัยส่วนของท่าน ตอนที่ไปก็ไม่มีอะไรมากนอกจากเรือนเก่าๆ และถ้ำ เจอลิงมากมายที่ลงจากเขามาหาของกิน เขาลงมาช่วงเช้า ไปครั้งนีัวัดปรับปรุงขึ้นมาก ท่านก็ทำได้เร็วดี มีพระพุทธรูปตั้งเรียงราย ทำให้ดูไม่วังเวง ส่วนถ้ำท่านก็ปรับปรุง มีพระพุทธรูปประดิษฐาน ภายใน ท่านตั้งใจจะให้เป็นอุโบสถในถ้ำ ส่วนกุฎิสงฆ์ก็ทำเป็นเรือนเล็กๆ กำลังทำ

ในวัดยังไม่มีพระอื่นๆมาอยู่ ท่านบอก ว่าไม่มีกิจนิมนต์ก็เลยไม่มีใครมาอยู่ แต่ท่านก็ยังบูรณะและสร้างเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ ตามกำลัง อีกไม่กี่วันก็จะมีการทอดผ้าป่า และนำพระพุทธบาทจำลองมาประดิษฐานเพิ่มในถ้ำอันนี้ meepole เลยร่วมทำบุญไปล่วงหน้าก่อน

 
 
 
 
ปากทางเข้าถ้ำ
 
เข้าไปก็จะเห็นภาพนี้เป็นภาพแรก
 
 
ส่วนประดิษฐานสามหลวงพ่อ
 

ดอกว่าน ในวัดสวยดี หอมเย็น
 
 
ตอนนี้ในถ้ำก็บูรณะไปเยอะ ถ้ำนี้สวยมากและเป็นธรรมชาติ ยังชื้นเป็นธรรมดา กว้างใหญ่เป็นหลืบๆ และมีห้องมากมาย  และมีกลิ่นแอมโมเนียอ่อนๆลอยมาเพราะมีขี้ค้างคาว ที่อาศัยในถ้ำพอควร ปีนขึ้นไปบนสุดจะเจอปากปล่องที่ต้องก้มมองลงไปจะมีคล้ายๆแอ่งหรือบ่อที่มีน้ำอยู่ภายใน น้ำนี้เชื่อกันว่า...........ก็บอกต่อๆกันมา ชาวบ้านสมัยก่อนและที่รู้ข่าวก็แวะมาบ้าง แต่ต้องใช้ความศรัทธาบวกกับวิริยะ ตั้งใจจริงๆที่จะปีนไต่ขึ้นไป ครั้งแรกที่มานั้น meepole เคยปีนขึ้นไปจนถึง แต่ครั้งนี้แก่แล้วไม่ปีนต่อ แค่แวะดูการพัฒนาของสถานที่ (หากมีเวลาหาภาพเก่าเจอค่อยเอามาลงรูปเพิ่ม จะเห็นว่าหินงอกหินย้อยในถ้านี้สวยงามจริงๆ)

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2556

เงินซื้อความสุขได้ แต่.....


 

เราคงเคยได้ยินที่ใครๆพูดว่า เงินซื้อความสุขไม่ได้ เงินซื้อความสุขไม่ได้ เงินเป็นแค่ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรามีชีวิตรอดในโลก แต่ก็ไม่ได้การันตีความสุข

 มีคำพูดอีกมากมายที่ยกตัวอย่างสิ่งที่เงินซื้อได้ และซื้อไม่ได้เช่น

เงิน ซื้อบ้านได้ แต่ซื้อความอบอุ่นไม่ได้
เงิน ซื้อเตียงได้ แต่ซื้อการนอนหลับไม่ได้
เงิน ซื้อยาได้ แต่ซื้อสุขภาพไม่ได้
เงิน ซื้อหนังสือได้ แต่ซื้อความรู้ไม่ได้
เงิน ซื้อตำแหน่งได้ แต่ซื้อความนับถือไม่ได้
เงิน ซื้อความประจบสอพลอได้ แต่ซื้อความจริงใจไม่ได้...และอื่นๆอีกมากมาย

ลองอ่านเรื่องของ meepole แล้วอาจมีความคิดเห็นด้วยกับ meepole  ว่าเงินซื้อความสุขได้ แต่......

เมื่อหลายวันก่อนมีเหตุการณ์ที่ทำให้ meepole ได้คำพูด ข้อคิดใหม่ไปสอนเด็ก...

ประมาณทุ่มเศษกำลังขับรถกลับบ้าน ระหว่างทางก็แวะร้านขายยาซื้อน้ำเกลือให้หมาที่บ้าน  รถไปจอดเทียบข้างฟุตบาท จอดตรงหน้ารถเข็น ไฟหน้ารถสาดส่องไปที่ใบหน้าของหญิงวัยค่อนข้างชรา กะประมาณจากสายตาน่าจะ 60 up อาจไกล้ 70 ประมาณนั้น เธอหันหน้ามามอง  meepole มองเห็นใบหน้าเธอ และควงตาที่เหมือนเธอจะคิดว่า มาจอดทำไมตรงนี้  และเมื่อลงจากรถ meepole ก็มองเห็นเธอผู้นั่งบนฟุตบาทถนน พร้อมรถเข็นเก่าๆที่มีกล้วยหลากหลายชนิดวางอยู่ เป็นระเบียบ แต่meepole ไม่ได้คิดจะซื้อกล้วย และไม่รู้จะซื้อไปไหน มองเห็นตาเธอตอนนี้เหมือนกับว่าเธอไม่แน่ใจว่า meepole จะเดินลงมาเพื่อจะซื้อกล้วยของเธอไหม นัยน์ตามีความคาดหวัง meepole มองเธอแล้วอมยิ้ม และเดินเลี้ยวในทิศตรงข้ามเพื่อเดินเข้าร้านขายยา สักครู่เดินกลับออกมา มองเห็นร้านรองเท้าที่วางแผงออกมาเป็นรองเท้าแตะ นึกได้ว่ารองเท้าแตะทุกคู่ถูกเจ้าตัวซน 2 ตัวที่ปากคันกัดหมดแล้ว ก็เลยซื้อเพิ่มแล้วเดินขึ้นรถ กำลังก้าวขึ้นรถยายก็มองมาอีก แล้วหันกลับ meepole ก้าวขึ้นรถ สามีสตารท์รถ ไฟสาดส่องไปที่ใบหน้าของเธอ meepole เห็นใบหน้าของความเหนื่อยล้า ที่มองเหม่อออกไป รู้สึกอะไรบางอย่าง เลยบอกสามีว่าอย่าเพิ่งออกรถ ขอไปซื้อกล้วยก่อน เขาก็แปลกใจเพราะปกติ meepole จะไม่ซื้อกล้วยเลย เพราะหลังบ้านก็มีต้นกล้วยออกผลมา 90 % ให้กะรอกกินมากกว่าที่คนจะกิน บางครั้งหากเครือสวยก็เอาไปถวายพระ ให้เพื่อนบ้านบ้าง แต่ครั้งนี้จะลงไปซื้อกล้วย เขาจึงถามว่าซื้อกล้วยไปทำอะไร meepole ไม่ได้ตอบแต่ลงไป อีกครั้ง ยายมองมา meepole ถามว่ามีกล้วยหักมุกไหม เพราะเป็นชนิดเดียวที่ชอบกิน ยายตอบไม่มี meepole ไม่ได้สังเกตในน้ำเสียงนั้น เพราะมัวสนใจมองว่าจะซื้ออะไรบนรถเข็นนั้นได้บ้าง เดินอ้อมมาด้านหน้าก็เลือกเอากล้วยเล็บมือนาง ที่วางไกล้มือยายหยิบง่าย หวีไม่ค่อยสวย แต่ไม่คิดว่าจะเอาไปกินเอง คิดในใจว่าซื้อไปเลี้ยงนกและกะรอกที่มาทุกวัน.......ถามยายว่า “กี่บาทจ๊ะยาย” เมื่อยายตอบ meepole ได้ยินเสียงยาย รู้สึกทันทีว่ายายคล้ายคนเป็นใบ้ที่พอออกเสียงพูดได้ หรือไม่ก็ลิ้นแข็งมาก meepole พยายามฟังและทำหน้ายิ้มเป็นปกติ ตั้งคำถามใหม่ว่า “กล้วยเหล่านี้เอามาจากไหน” ยายคงฟังไม่ชัด เลยหัวเราะตอบเราว่า “เอาบ่มใส่ตุ่มไว้ให้สุก” meepole หยิบเงินให้ยาย ยายยิ้มหวานแล้วบอกด้วยเสียงสั่นอ้อแอ้ว่า  “ขอบใจนะ” รอยยิ้มดีใจของยายที่ขายได้นั้น ทำให้ meepole มีความสุขนัก เดินมาขึ้นรถมองไปที่ยายที่ขยับจัดกล้วยใหม่  ความรู้สึกในดวงตาละใบหน้าของยายเปลี่ยนไปจากเมื่อครู่ meepole บอกสามีว่า meepole เห็นดวงตาที่รอคนมาซื้อ และใบหน้าที่เหนื่อยล้า meepole คงปล่อยให้ใบหน้านั้นติดตา ติดความรู้สึกกลับบ้านไปไม่ได้ อย่างน้อยให้เธอได้ขาย และเธอมีความสุขกับการได้ขายสินค้า หากว่าคืนนี้เธออาจจะขายไม่ได้เลยเพราะค่ำแล้ว เธอก็ยังขายได้ตั้ง 1 หวี และเงินน้อยนิดนั้นคงทำให้เธอมีความหวังกำลังใจที่จะขายในวันต่อๆไป... สิ่งที่เรารู้สึกทันทีเมื่อยายยิ้มและกล่าวขอบใจนะ (อาจขอบใจที่ซื้อของ และขอบใจที่ไม่ต่อราคา) คือ ความสุข...meepole บอกสามีในรถว่า นี่คือความสุขที่ซื้อได้ ชื้อสุขให้ผู้อื่นมีความสุข ซื้อเพื่อสร้างกำลังใจให้เขาสู้ชีวิตต่อไป
นี่คือสิ่งที่พวกเราทุกคนทำได้ไม่ลำบากเลย ดังนั้นหากวันใดที่ท่านเห็นคนสูงอายุขายอะไร ก็ช่วยกันอุดหนุน ซื้อไปเถอะ ให้เขามีความสุขที่ขายได้ มีความหวัง และใครจะรู้ได้ว่า วันนั้นเงินที่ขายได้อาจมีเพียงธนบัตรใบนั้นของเราที่ช่วยให้เขากลับบ้านอย่างมีความสุข หรือมีเงินสำหรับสิ่งจำเป็นอะไรสักอย่าง อย่าเดินผ่านใบหน้าที่เหนื่อยล้า ดวงตาที่มีความคาดหวังนั้นไปเลยนะคะ แล้วเราจะรู้สึกสุขใจมากกว่าของที่เราได้มาเสียอีกค่ะ

เงินซื้อความสุขได้ แต่....ใช้ซื้อความสุข สร้างความหวัง และกำลังใจให้ผู้อื่น  สิ่งที่เราได้กลับก็คือ ปิติสุขที่ยิ่งกว่า

 

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556

ให้แล้วไม่ต้องไปยึดติด



มีคำถามที่น้องอจ.ถาม meepole ว่า "อจ.คิดหรือรู้สึกยังไงคะ กับการที่เราให้ของใครแล้วเขาคนนั้นเอาสิ่งของนั้นให้คนอื่นต่อ"

คำถามนี้มีนัย..เรื่องนี้มีเบื้องหลังเพราะ meepole เพิ่งเอาปฏิทินตั้งโต๊ะของท่านพุทธทาสไปแจกน้องอาจารย์ในโปรแกรม แล้วคงจะมีน้องอจ.คนหนึ่ง..คนที่อยากจะไปเที่ยวจีน-ฮ่องกงตอนที่กฟผ.ให้ทุนไปดูงานโรงงานไฟฟ้าแล้ว meepole เป็นคนไปเพราะคิดว่าจะไปเอาความรู้มาทำประโยชน์กับการศึกษาและสังคม (และไม่เคยคิดเรื่องเที่ยวที่นั่น เพราะไม่ไช่ประเทศที่ meepole อยากไป) ส่วนน้องอจ.คนนี้เท่าที่ทราบคือเขาคิดว่า meepole ไปแย่งเขา อันนี้ meepole พอเข้าใจความรู้สึกเขา แต่ไม่อยากโต้แย้ง หรืออธิบายเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของการทำงานที่ต้องสำนึกหน้าที่เองและทำงานให้คุ้มกับเงินที่ไป ไม่ไช่การไปเที่ยว และหัวหน้าโปรแกรมให้ไป ไม่ได้ทำอะไรที่ข้ามขั้นหรืองุบงิบ เขาก็ไปว่า meepole ลับหลังเสียหายพอสมควร แต่บางประโยคก่อบาปกับตัวเขาเองมากไป และหากจะคิดมากขึ้นถึงกับเรียกได้ว่าเขาเป็นคนอกตัญญู.... เพราะมีหลายเรื่องที่ meepole เคยช่วยเขาไว้ ไม่ให้ถูกพิจารณา...หรือให้เขาใช้ชั่วโมงสอนร่วมโดยเขาไม่ต้องสอนเพราะ meepole ต้องการให้อจ.สิ่งแวดล้อมมี load การสอนมากถึงเกณฑ์ที่จะไม่ต้องเอาอจ.คนใดคนหนึ่งออก เพราะทุกคนเป็นอจ.สัญญาจ้าง ยกเว้น meepole ที่เป็นข้าราชการคนเดียว..(และเขามีโอกาสจะถูกเอาออกมากที่สุดในตอนนั้น ด้วยเรื่องของนศ.ด้วย)

เรื่องที่ได้ยินทุกคนรู้ว่าเขาเป็นคนเช่นใด เพราะน้องสาวเขาเองแท้ๆยังพูดว่าเขาเป็นคนที่ในครอบครัวไม่มีใครเอาด้วยแล้วเพราะเอาใจตัวเองมากไป ความคิดแคบ และ... แต่ในโปรแกรม  meepole บอกทุกคนเสมอว่าให้อยู่แบบพี่น้อง อภัยได้ก็ทำ เข้าใจพื้นฐานเขาก็ให้อภัยกัน..อจ.คนนี้ตอน meepole สัมภาษณ์รับเขามามีคนเตือนแล้ว แต่ meepole คิดว่าคนเราขัดเกลากันได้ และที่สำคัญเขาอ้างการจะมาสอนที่นี่ด้วยต้องการดูแลบุพการี meepole จึงส่งเสริม ส่วนแท้จริงเขาทำหรือไม่ก็เป็นเรื่องของเขา เพราะ meepole ให้โอกาสเขากตัญญู แต่เขาไม่ได้ทำก็อกุศลกรรมของเขา ...

เช่นกันเรื่องการไปดูงานนี้เขาเก็บเอาไปคิดปั้นจนเป็นปมในใจเขา ว่า meepole ไปแย่งโอกาสการไปเที่ยวตปท. เราทั้งสองมีจุดยืนของการไปที่ต่างกันมาก จน meepole ไม่คิดว่าเมื่ออธิบายเขาจะเข้าใจถึงคำว่า"เงินแผ่นดิน" ต้องลงสู่สังคมไม่ไช่ส่วนตัว แต่ meepole ก็ยังคงปฎิบัติกับเขาแบบคนอื่นๆต่อ แต่ตัวเขาเก็บไฟในใจ เมื่อ meepole ให้ของฝากหรือของขวัญเขาก็รับแต่อาจเอาไปให้คนอื่น..ซึ่งน้องๆในโปรแกรมคงทราบและเห็นหลายครั้งจึงแปลกใจและนำมาถามว่า meepole รู้สึกยังไง และรู้แล้วยังคงให้อีก??

คำตอบของ meepole คือ "ไม่เป็นไร ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะสิ่งของเมื่อเราให้เขาไปแล้วย่อมเป็นสิทธิของผู้รับ จะเอาไปทิ้ง ไปยกให้ใคร หรือวางไว้ตรงนั้นตลอดไปเขาก็ย่อมทำได้ เพราะเมื่อของออกจากมือเราแล้วก็เป็นของของผู้รับเราไม่ต้องไปยึดติดกับของ......ส่วนด้านอารมณ์ยิ่งไม่ต้องไปข้องเกี่ยวเพราะจิตขณะให้เป็นสำคัญ เราให้ด้วยความปรารถนาดี ด้วยเมตตา กรุณา ก็จบ ดีเกิดขึ้นดับเราแล้ว คนรับจะรับด้วยความรู้สึกอะไรเป็นเรื่องเขา ใจเราสำคัญที่สุด และเมื่อเขายอมรับไปแล้วเขาจะรู้สึกไม่ดีเขาก็เป็นทุกข์ เป็นอกุศลจิตของเขาเอง เราไม่ต้องไปรับรู้และที่สำคัญคือเราไม่มีทางจะไปรู้ความคิดของเขาว่าเขาคิดอะไร เขาอาจคิดว่าของที่เราให้เขาดีมากจนเขาอยากแบ่งปันให้คนดีๆคนอื่นได้มี หรือ.. ??" ครั้งต่อไป meepole ก็คงให้อีก จนกว่าวันหนึ่งเขาจะบอกว่า.."อจ.คะ ต่อไปนี้อจ.ไม่ต้องให้ของอะไรหนูอีกนะคะ " ก็จะหยุดให้ หุหุ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าเขาจะรับหรือไม่ แต่ meepole ก็ให้ได้คือ ให้อภัย แล้วก็จบ :)

เคยอ่านข้อเขียนนี้ของใครคนหนึ่ง meepole เก็บไว้เอามาลงในนี้ให้อ่านกันข้างล่าง


ความผิดบางสิ่ง

ถามว่าใครผิด .. ก็ไม่มีใครผิด

ต่างคนต่างมีเหตุผล แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหนักหนา จนทำให้ต้องมองหน้ากันไม่ได้


แล้วยังไงต่อดี ???
ทางออกที่ดีอีกทางคือ
การให้อภัยตัวเองพร้อมๆ กับให้อภัยเพื่อนของเรา

ที่ว่าให้อภัยตัวเองก็คือ ให้อภัยที่มองเพื่อนในมุมมองของเราเพียงข้างเดียว

และให้อภัยเพื่อนที่ไม่ได้มองเห็นไปในทางเดียวกับเรา

เพราะที่สุดแล้ว

เราก็ต้องยอมรับในความเป็นตัวตนของแต่ละบุคคล


วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

ปีแห่งเมตตา



 
เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2555 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน ส.ค.ส. ปีพุทธศักราช 2556 แก่ประชาชนชาวไทย เนื่องในโอกาสวารดิถีขึ้นปีใหม่มีความว่า

"ความเมตตาเป็นคุณธรรมนำความสุข
ช่วยปลอบปลุกปรุงใจให้หรรษา
ความกตัญญูรู้คุณผู้เมตตา
ทวีค่าของน้ำใจไมตรีเอย"

เรื่องของความเมตตาเป็นหลักธรรมข้อหนึ่งในพรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมประจำใจที่จะช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างประเสริฐ บริสุทธิ์ และเป็นสุข ปีนี้พระองค์ท่านได้ให้พรและบทเตือนใจ ที่เน้น "เมตตา" ซึ่งเหมาะสำหรับสังคมปัจจุบันที่มี ความคิดแตกต่าง มีความต่างของคุณธรรมหลากหลาย จนคนดีต้องเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อยืนหยัดสู้กับความไม่ถูกต้องได้อย่างไม่ทุกข์

เมตตา คือความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข

ความสุขก็ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ความสุขเกิดขึ้นได้ทั้งกายและใจ เช่น ความสุขเกิดการมีทรัพย์ ความสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์เพื่อการบริโภค ความสุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้ และความสุขเกิดจากการทำงานที่ปราศจากโทษ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างต้องพอประมาณ บางอย่างก็ต้องไม่ไปติดยึดจนกลายเป็น ..สุขไม่เป็น กลับก่อทวีทุกข์มากกว่าเดิม

 
เมตตามีคู่ปรับสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ความโกรธ ซึ่งความโกรธจะเป็นอุปสรรคที่คอยขัดขวางไม่ให้เมตตาเกิดขึ้น คนบางคนเป็นผู้มักโกรธ พอโกรธขึ้นมาแล้วก็ต้องทำอะไรรุนแรงออกไป ทำให้เกิดความเสียหาย ถ้าทำอะไรเขาไม่ได้เราก็มักจะหงุดหงิด งุ่นง่านทรมานใจตัวเอง ในเวลานั้นเมตตาหลบหายไป ไม่รู้ว่าไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ไม่ยอมปรากฏให้เห็น ดังนั้นก็จะต้องเรียกสติมาเป็นตัวคุม เหมือนที่ว่า สติมา ปัญญาเกิด สติเตลิด อะไรๆดีๆก็หายไปหมด  อันนี้คงต้องหมั่นฝึกฝนฝึกจิตตัวเองให้มีช่วงเวลานิ่ง  สงบ ทบทวนตัวเองก็จะตามตัวเองทัน เหมือนเราที่แต่ละวันต้องส่องกระจกดูหน้าตาว่าเรียบร้อยหรือไม่ ก็ได้แต่เห็นของภายนอก ส่วนใจภายในนั้นมองไม่เห็นจากกระจก แต่เรารู้ตัวดี การส่องใจ  ต้องมาจากจิตที่คุมดีแล้วให้สงบนิ่ง หมั่นทบทวนตัวเองบ่อยๆก็จะตามทัน เวลามีเรื่องมากระทบ สติก็จะมากำกับทันที และไม่เร่าร้อน  เกิดความเข้าใจในสิ่งที่กระทบ ให้อภัย วางไว้ เมตตาก็จะเกิดโดยทันที เราก็ไม่ทุกข์ (อีกฝ่ายทุกข์เอง หุหุ)

ดังนั้นเราควรทำดีทุกครั้งที่มีโอกาส แม้จะเหนื่อย หรือยากลำบาก แม้จะมีคนที่ไม่เข้าใจ คิดว่าเราโง่บ้าง ขี้แพ้ไม่สู้บ้าง ก็อย่าไปหวั่นไหว......ใจเรารู้ และสุขเย็นเป็นพอ........ปีใหม่นี้ meepole เลยตั้งใจจะฝึกจิตให้มีเมตตามากขึ้น เพราะเวลาเห็นพวกมิจฉาจารย์ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม คอรัปชั่นเชิงนโยบายหลายอย่าง สร้างภาพลวงให้พวกกรรมการที่มาประเมินคุณภาพมหาวิทยาลัยโดยตรวจตามเอกสารของมหาวิทยาลัยที่ตกแต่งสวยงาม คุณภาพจริงไม่ต้องพูดถึง ........เมตตาจะหาย สติตามไม่ทันปาก ปากจะเง็บๆ ถ้ามีคนมาถาม แต่ถ้ารู้เห็นเองใจจะเง็บๆ..สัตว์โลกเป็นไปตามกรรมจริงๆ
จงเป็นสุข..เป็นสุข....เถิด
 

อ้างอิง: พระธรรมปิฏก (ประยุทธ์ ปยุตโต  “ทำอย่างไรจะหายโกรธ

 

วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556

ขอบคุณแฟนบล็อก

สวัสดีปีใหม่ 2556 ค่ะ  ขอให้ทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือนอ่าน มิตรในความเงียบ รู้จักแม้ไม่เคยพบพานกันมาก่อน มีบางท่านที่ meepole ดูสถานที่ที่เข้ามาจนเหมือนว่ารู้จักกัน วันไหนไม่เห็นก็เป็นห่วง เห็นก็ดีใจ เพื่อนผู้ไกลบ้าน และบ้านไกลที่แวะเข้ามา จากหลายๆประเทศ ที่รู้จักอย่างเงียบๆช่วงหลังก็คือเพื่อนนักอ่านจาก Taoyuan CN นี่ทุกวัน, Zaventem, BE และเพื่อนเก่าจาก Mountain View, CA, USA...อีกหลายประเทศ  และมีที่อื่นๆที่เข้ามาทุกสัปดาห์ทั้งในไทยและต่างประเทศ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกำลังใจในการเขียน ขอบคุณจริงๆที่ท่านเป็นพลังขับเคลื่อนให้ meepole ไม่ขี้เกียจเขียน บางครั้งยุ่งมากจนสมองตัน ก็พยายามอย่างน้อยบันทึก meepole's note ต้องเขียน เพราะคิดถึงคนอ่าน หุหุ

 ปีใหม่นี้จะพยายามทำตัวให้ดีขึ้นจะมาเขียนในบล็อกนี้ให้บ่อยขึ้นกว่าที่เป็นอยู่...ขอบคุณอีกครั้งนะคะ และขอให้ทุกท่านมีความสุขกาย สบายจิต คิดสิ่งใดในสิ่งดีๆขอให้สมดังปรารถนา สุขภาพแข็งแรง ตลอดไปค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การประคองดวงจิตก่อนที่จะดับ


กำลังค้นหาเรื่องเกียวกับสิ่งแวดล้อม แต่ออกมาที่นี่รู้สึกแปลกใจ แต่ก็อ่านแล้วคิดว่าน่าจะเหมาะกับสถานการณ์สังคมที่วุ่นวายปัจจุบัน ทำให้ชีวิตต้องตั้งด้วยความไม่ประมาทและอยู่อย่างมีสติมากขึ้นเพื่อจะได้มีพรุ่งนี้สำหรับทำสิ่งที่ดีๆต่อครอบครัวและสังคมต่อไป เลยนำมาลงไว้ที่นี่ เพื่อเป็นการเตรียมตัวและตั้งจิตให้ไม่ประมาท เพื่อวันหนึ่งที่ต้องมาถึงจะได้เดินไปในเส้นทางที่มีแสงแห่งบุญกุศลส่องนำทาง



การประคองดวงจิตก่อนจะดับ..สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)


การที่จะประคองดวงจิตก่อนที่จะดับสิ้นอัสสาสะปัสสาสะ หรือพ้นจากโลกนี้ไป จะมีวิธีทำอย่างไรจึงจะเป็นทางให้ไปสู่สุคติ และไม่มีทุกขเวทนาบีบคั้น

ตอบ การที่จะมีทุกขเวทนาบีบคั้นหรือไม่ อยู่ที่ความตั้งใจแน่วแน่
เมื่อก่อนที่ดวงจิตจะดับ ก่อนที่อัสสาสะปัสสาสะจะสิ้น ต้องตั้งดวงจิต
ให้มั่นในทางกุศลที่ได้อบรมไว้ อุทิศกรรมแก่สัตว์ทั้งหลาย
เจ้าก็จักเข้าสู่ความสงบ ...เมื่อเจ้าพ้นจากโลกนี้ไปแล้ว เจ้าจะต้องยึดมั่น
ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เป็นเครื่องช่วยชุบชูวิญญาณของเจ้าไปสู่สุคติใน
สัมปรายิกภพโน้นโดยเร็ว หลังจากที่เจ้าได้ใช้กรรมในภพโน้นสิ้นแล้ว

สิ่งใดไม่วิเศษยิ่งไปกว่าพระรัตนตรัย ก่อนดวงจิตจะดับ เจ้าจะต้องตั้งสติ
ให้มั่นอย่าประมาท อย่าลืมตัว เมื่อจิตเจ้าแน่แน่วและยึดไว้ดีแล้ว ไม่มีอะไรจะมาบีบคั้นเจ้า

ถ้าจิตเจ้าไม่มั่น อาจนึกถึงแต่สิ่งชั่วร้ายอันเป็นกิเลส พอกพูนดวงจิต
ความโลภ ความโกรธ ความหลง มีอุปาทานยึดมั่นในร่างกาย ในดวงจิต
มีอวิชชาคลุมจิตใจไม่ให้ผ่องใสเสียแล้ว เมื่อนั้นแหละ กรรมจะบีบคั้นดวงจิตเจ้าให้หลุดพ้นจากร่างนี้ไป

ฟังอย่างนี้แล้วพึงตั้งใจให้มั่นอยู่เสมอว่า เจ้าต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา
จะประมาทขาดสติมิได้ มีความยึดมั่นในองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าและคุณพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง ยึดมั่นในกุศลผลบุญที่เจ้าได้สร้างเป็นอหิงสา คือไม่เป็นผู้ดิ้นรน ดับกิเลสคือความอาฆาตมาดร้ายสิ้นแล้ว จิตเจ้าจะสงบ
บางคนจุดธูปไหว้พระงึมงำ แต่ใจไปอยู่ในครัว ไปอยู่ที่อื่น
เช่นนี้ไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย รังแต่จะเป็นราคีมัวหมองแก่การ
ประพฤติปฏิบัติในการกุศล หาเป็นประโยชน์อันใดไม่ ......
ไม่ได้จุดธูปเทียนแต่พนมด้วยมือสิบนิ้ว กับดวงใจถือเป็นประดุจ
ดอกบัวบูชาแก่คุณพระรัตนตรัย..... สวดมนต์ในใจไม่ดังด้วยความ
ตั้งใจมั่นด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ที่จะสร้างบุญกุศลอันแท้จริงแล้ว .....
หูไม่ฟังเรื่องร้าย ไม่เอาตาไปดูสิ่งที่ไม่ควรดู ย่อมยิ่งกว่าจุดธูปเทียน
บูชาต่อหน้าคนนับพัน
 
ถ้าเจ้าตั้งใจมั่นแล้วดีเสมอ คาถาที่ข้าจะให้วันนี้ก็คือ "อย่าประมาทขาดสติ"

 ที่มา: board.palungjit.com


วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Nuclear power in Chinna: Daya Bay Nuclear Power Station


Nuclear power in Chinna: Daya Bay Nuclear Power Station


Most of mainland China's electricity is produced from fossil fuels (80% from coal, 2% from oil, 1% from gas in 2006) and hydropower (15%). Mainland China has 14 nuclear power reactors in operation, more than 25 under construction, and more about to start construction soon.




แผนที่แสดง Nuclear power reactors in mainland China

 
Technology has been drawn from France Canada and Russia, with local development based largely on the French element. The latest technology acquisition has been from the USA (via Westinghouse, owned by Japan's Toshiba) and France. The Westinghouse AP1000+ is the main basis of technology used in here. The first place our group had visited was Daya Bay Nuclear Power Station in Guangdong.



The Daya Bay nuclear station is the third generation of nuclear plant built in 1990s, while the one is Japan was built in late 1960s-70s and used older reactors. The Daya Bay nuclear power plant, however, was built in the 1990s in line with IAEA's new standard.

The two reactor units
 
Daya Bay Nuclear power plant, also known as Guangdong Nuclear Power Station, is located at Da Keng, Daya Bay in Shenzhen (about 45 km from the city center), a Southern city in China  and about 50 km north from Hong Kong.

After arriving at the Power Plant, Mr. "K?" ( sorry I forgot his name) gave us a presentation on the development and performance of the plant. The power station consists of two reactor units of French design Framatome 900 MW class Pressurised Water Reactors. Unit 1 and Unit 2 began commercial operation in February and May 1994 respectively. The gross power output of each unit is 984 MW. 70% of electricity generated is delivered to CLP Power Hong Kong Limited of Hong Kong and the remaining to Guangdong.
Training Centre (not sure cos i can't read )

 
We are waiting for the presentation
 
 
 
After the presentation ( Khun Polgrit fr.EGAT and Mr."K")

We went to the Exhibition Room and Mr. "K" showed us the models of the nuclear power plant and explained the working principle of Pressurized Water Reactor (PWR).


Section drawing of NI of ACPR1000+
 
 
 

 We only got to viewing platforms around the plant to have a good look and we took a lot of pictures of the plant.
 
 
 


 
 
  
 
 

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ศึกษาดูงานด้านพลังงานที่จีนและฮ่องกง 1

ศึกษาดูงานด้านพลังงานที่จีนและฮ่องกง 1 : วัตถุประสงค์/เป้าหมายของโครงการ

 
ส่วนหนึ่งของผู้ที่ไปดูงานครั้งนี้


 
click ที่ภาพเพื่อขยาย 

การศึกษาครั้งนี้เป็นโครงการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยมุ่งที่ผู้บริหารส่วนท้องถิ่น และบุคลากรทางการศึกษา รวม 50 คน โดยกลุ่มเป้าหมายครั้งนี้มี 42 คน และผู้ปฎิบัติงานกฟผ.อีก 8 คน (มี 2 ผู้อาวุโสคือ คุณพลกฤชฐ์ : Chief, Nuclear energy department ) เป็นหัวหน้าคณะครั้งนี้  และคุณเจริญ : Administration level 9) อีก 6 เป็นหนุ่มๆวัยละอ่อน(ดูจากใบหน้า) เป็นกลุ่ม engineering ก็คงไปหาประสบการณ์ด้านพลังงานร่วมกัน  ส่วนกลุ่มเป้าหมายมาจาก จังหวัดที่อยู่ในเป้าหมายการตั้งโรงงานไฟฟ้าทั้งนิวเคลียร์และถ่านหิน คือ สุราษฎร์ธานี นครสวรรค์ มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ตราด อุบลราชธานี ขอนแก่น ชุมพร (ในรายชื่อจังหวัดที่เห็นไม่มี แต่มีบุคลากรไป  2 คน)  แต่ละจังหวัดจำนวนคนไปไม่เท่ากัน ตั้งแต่  2-8 คน คละกัน จำนวนผู้บริหารส่วนท้องถิ่น และบุคลากรทางการศึกษาไม่เป็นสัดส่วนที่แน่นอน และมีทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดจนถึงอบต./ ครูประถม ถึงครูมหาวิทยาลัย อันนี้ไม่ทราบว่าใช้เกณฑ์อะไรเลือกหน่วยงานนั้นๆ  ???? ของ meepole กำหนดให้ผู้บริหารไป 1 คนและอาจารย์สิ่งแวดล้อม 1 คน แต่บางที่ก็มีผู้บริหารไป 2 คน

แต่เอาเป็นว่ารวบรัดตัดความ meepole เป็นหนึ่งในนั้นที่ได้มีโอกาสไป..ด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะศึกษาดูโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ เคยสอนนักศึกษาแต่ไม่เคยเห็นของจริง บางครั้งก็เขินที่จะสอนทุกอย่างตามที่ได้อ่านมา เหมือนนกแก้วนกขุนทอง แต่ต่อไปนี้ความรู้สึกตะขิดตะขวงใจคงหายไปเสียที  meepole จะนำคำถามที่ค้างคาใจตั้งแต่วัยเรียน จนขณะเป็นผู้สอนไปหาคำตอบที่นั่น และบอกกับตัวเองว่า เงินแผ่นดินที่นำเราไปต้องถูกใช้อย่างคุ้มค่า นำประสบการณ์จริงมาส่งต่อให้นศ.และเขียนให้ผู้ที่สนใจได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อแผ่นดินได้  เพราะหากวันหนึ่งท่านต้องเป็นผู้หนึ่งที่ต้องตัดสินใจต่ออนาคตของประเทศและชีวิตเพื่อนร่วมชาติ เมื่อมีคำถามว่า "เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย" กับการตั้งโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร หากคำตอบ คือเห็นด้วยกับการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ นั่นหมายความว่าจะตั้งที่ใดก็ได้เหมือนกัน  เพราะที่เคยได้ยินมาคือ ตั้งใหนก็ได้แต่ไม่ไช่ที่จังหวัดของฉัน เพราะหากเห็นด้วยก็ไม่ควรมีเงื่อนไข หากมีเงื่อนไข ก็หมายความว่าเบื้องหลังคำตอบนั้นคือการไม่เห็นด้วยนั่นเอง

 
 ดังนั้นการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง อย่าตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆด้วยขัอมูลเพียงน้อยนิด ที่ไม่รู้จริงของเรา เพราะหากพลาดนั่นคือชีวิตมากมายที่ต้องเดือดร้อน ตกอยู่ในภาวะอันตรายที่ตัวเราเองก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย เป็นอกุศลกรรมที่ก่อโดยรู้ตัว .......นี่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ meepole ยอมออกจากถ้ำเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ยอมออกร่วมเดินทางไปเป็นหมู่คณะ หลังจากใช้เหตุผลตัดสินใจ เพราะ meepole ไม่สนใจการเดินทางไปต่างประเทศ ดังนั้นการจะไปต้องคุ้มประโยชน์กับเวลาครอบครัวที่เสียไป ...ครั้งนี้เมื่อได้ผ่านอุปสรรคด่าน "คน" ที่ไม่ไช่มนุษย์แล้ว meepole ก็เริ่มค้นคว้าหาข้อมูลของสถานที่ๆจะไป (โรงไฟฟ้า) ทุกๆด้านมากที่สุดเท่าที่เวลาอำนวย ทั้งข่าว บทความ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ที่อ่านไม่ทันก็นั่งอ่านระหว่างเดินทางเพื่อประกอบสิ่งที่เห็น และต่อจากนี้จะขอบันทึกสิ่งที่เป็นเนื้อหาที่ได้จากการไปศึกษารวมกับสิ่งที่ค้นคว้ามาประกอบกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและผู้สนใจติดตามอ่านค่ะ หากมีอะไรขาดตกไปบ้างก็ยกให้คนไกล้แก่ก็แล้วกัน หุหุ.....................
 

วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เกริ่น..แจ้งย้ายบ้าน

meepole ยินดีต้อนรับ  :) ผู้มาเยือนทุกท่าน สู่บ้านใหม่แห่งนี้ค่ะ



meepole ย้ายจากบล็อกเดิมในชื่อเดียวกันนี้ มาที่นี่ และท่านผู้ติดตามอ่านทั้งใหม่และเก่ายังคงเข้าไปอ่านเรื่องที่ผ่านมาได้ โดยใช้ link ที่มีให้ด้านข้างนะคะ..ช่วงแรกบ้านนี้อาจยังไม่เรียบร้อยจะค่อยๆตกแต่ง เสริม เพิ่มในโอกาสต่อไปที่เวลาอำนวยให้

โลกในไซเบอร์มันก็คล้ายโลกในความเป็นจริง มีจุดเริ่มต้น มีจุดจบ / มีพบ มีจาก/ มีบ้าน ย้ายบ้าน เอ..คงเกี่ยวกันนะ meepole ใช้พื้นที่บ้านเก่าที่ google อนุญาตให้ใช้พื้นที่เก็บรูป 1 GB meepole ลงรูปไปมาก จนเต็มพื้นที่จึงไม่สามารถลงรูปได้อีก และไม่ซื้อพื้นที่เพิ่ม ก็ต้องย้ายบ้าน  และ meepoleไม่อยากตามลบรูปเก่าๆ เพราะเห็นว่ามีผู้ติดตามอ่านตลอด จะได้คงเดิมไว้ จึงเหมือนย้ายบ้านออกมาแต่ตัว บ้านเก่ายังคงสภาพเดิมสำหรับผู้ไปเยือน เป็นห้องสมุดที่ยังคงมีเรื่องราวที่ให้สาระสำหรับผู้สนใจเสมอเจ้าค่ะ

ทิ้งช่วงไม่ได้มาเขียนบันทึกหลายสิบวัน เพราะเดือนที่แล้วยุ่งมากๆ หลายงานมาซ้อนทับกัน จนแบ่งเวลาไม่ได้ ช่วงแรกต่อจากนี้จะเป็นเรื่องราวของการไปดูงานด้านพลังงานในจีนและฮ่องกง โดยการจัดการทุกอย่างรวมทั้งค่าใช้จ่ายทั้งหมดโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ) เพิ่งกลับมาจึงจะรีบทะยอยเขียนบันทึกเก็บไว้ก่อนจะลืม ในบล็อกนี้จึงจะเขียนเฉพาะส่วนที่เป็นข้อมูลดิบที่ได้ฟัง ได้เห็นมา ล้วนเป็น fact แต่ส่วนความรู้สึก ความคิดเห็นส่วนบุคคล ที่วิเคราะห์ วิจารณ์ สังเคราะห์จากสิ่งที่พบเห็นจะอยู่ในอีกบล็อก (meepole's note 2) จะได้ไม่เป็นที่เกะกะตาในนี้