วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

เมื่อทุกข์เกิดขึ้น


เมื่อหลายวันมาแล้วมีเพื่อนรุ่นน้องมาปรับ (สารพัด) ทุกข์กับ meepole เพราะคงสะสมไว้นาน เขาก็คงไปคุยกับบางคนมาแล้ว เพราะท้ายที่สุดเขาก็พูดเอาใจ meepole ว่า ตั้งแต่คุยเล่าเรื่องนี้..มา คุยกับ meepole แล้วรู้สึกเห็นทางออก คิดได้ว่าควรทำอย่างไร และสบายใจขึ้นมาก จะลองเอาวิธีคิดไปปรับใช้..
จริงๆแล้วเรื่องที่ก่อให้เกิดทุกข์หรือสุขมันก็เข้ามาในชีวิตเราได้ทุกขณะจิต หากเราไปปรุงแต่งกับมัน จริงๆหากเรามีสติพอ รู้ทัน รับมาแล้วพิจารณาเล็กน้อย (ไม่รับก็ยิ่งดี) รู้ทันสิ่งนั้นแล้วก็วางมันเสีย หากเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข ก็ค่อยๆไตร่ตรอง ใช้สติใช้ปัญญาใคร่ครวญพิจารณา แต่ไม่เอามาเป็นอารมณ์ให้ขุ่นหมองใจ ยิ่งหากเรื่องนั้นๆ ไม่ไช่เรื่องที่เราทำผิด หรือเป็นผู้ผิดยิ่งไม่ต้องไปใส่ในอารมณ์ให้หมกมุ่นเลย ..ดำรงชีวิตทุกวันอย่างเป็นปกติ อยู่กับปัจจุบัน กับความสงบเย็นที่พึงมีในจิตที่ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอแล้ว

“...เมื่อทุกข์เกิดขึ้น หากเอาแต่คร่ำครวญ เราก็ขาดทุน แต่ถ้าใคร่ครวญ เราก็ได้กำไร เพราะธรรมที่ได้ประจักษ์นั้นมีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่เสียไปมากมายนัก อันที่จริง แม้ยังไม่ต้องใคร่ครวญ แค่รู้ทันทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจ ก็ช่วยได้มากแล้ว เพราะสามารถดึงใจให้ไม่ถลำเข้าไปในความทุกข์จนกลายเป็นผู้ทุกข์
ทุกข์นั้นเป็นเสมือนประตูสู่ธรรม ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงทรงยกทุกข์ให้เป็นอริยสัจข้อแรก จากนั้นจึงตามมาด้วยสมุทัย นิโรธ และมรรค ถ้าไม่เจอทุกข์ ก็ยากที่จะเข้าใจสมุทัย ไม่เห็นคุณค่าของมรรค และไม่อาจเข้าถึงนิโรธได้ อย่างไรก็ตามเมื่อเจอทุกข์แล้ว ก็ต้องเกี่ยวข้องกับทุกข์ให้เป็นนั่นคือ รู้ทุกข์ ไม่ใช่เป็นทุกข์ ดังนั้นพระองค์จึงสอนว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องละ ผลักไส หรือถลำเข้าไป
จะเห็นธรรมหรือถึงธรรมได้ ก็ต้องผ่านทุกข์เสียก่อน สำหรับผู้ใฝ่ธรรม ทุกข์จึงไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย น่ารังเกียจ หากแต่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ หากใช้มันให้เป็น เกี่ยวข้องกับมันให้ถูก ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะสามารถเปิดทางไปสู่การพ้นทุกข์ได้..” (พระไพศาล วิสาโล)

ทั้งนี้ทั้งนั้นนอกจากเข้าใจทุกข์ที่ตัวเองเผชิญแล้วสิ่งสำคัญคือการหาทางออก หาที่พึ่ง ก็ต้องใคร่ครวญให้ดี ใช้ปัญญา มีสติในการเผชิญและการแก้ปัญหา หากไปหาทางแก้แบบหลงผิด หลงทาง แทนที่จะแก้ทุกข์ กับผูกมัด พันตัวมากขึ้น ติดทุกข์ มากขึ้นไปอีก ดังพุทธพจน์ข้างล่างนี้

มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก ถูกความกลัว คุกคาม เอาแล้ว 
ย่อม ยึดถือเอา ภูเขาบ้าง ป่าไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์บ้าง 
สวนที่ศักดิ์สิทธิ์บ้าง รุกขเจดีย์บ้าง เป็นที่พึ่งของตนๆ 
นั่นไม่ใช่ ที่พึ่ง อันทำความ เกษม ให้ได้เลย 
นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุด ผู้ใดถือสิ่งนั้นๆ เป็นที่พึ่งแล้ว 
ก็ยังไม่อาจ หลุดพ้น ไปจากความทุกข์ ทั้งปวงได้

ส่วนผู้ใดที่ถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งแล้ว 
เห็นอริยสัจทั้งสี่ ด้วยปัญญาอันถูกต้อง คือ เห็นทุกข์ เห็นเหตุ 
เครื่องให้เกิดทุกข์ เห็นการก้าวล่วงไปเสียได้จากทุกข์ และ 
เห็นหนทาง อันประกอบด้วยองค์แปดประการ อันประเสริฐ 
อันเป็นเครื่องยังผู้นั้น ให้เข้าถึง ความรำงับแห่งทุกข์ นั่นแหละ 
คือ ที่พึ่งอันเกษม นั่นแหละ คือที่พึ่งอันสูงสุด 
ผู้ใด ถือเอา ที่พึ่ง นั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้น จากทุกข์ทั้งปวงได้
  (ขุ. ธ.  ๔๐)

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

การมีชีวิตช้าลง


"การมีชีวิตช้าลง" คำนี้ meepole เกือบลืมไปแล้ว จนกระทั่งได้ยินอีกครั้งเมื่อเช้านี้จากปากของ หญิงสาวผู้จบทางด้านเคมีแต่เธอรักธรรมชาติ (จากสารคดี พื้นที่ชีวิต) เธอเป็นไกด์พามาที่นี่ Olkhon Island, Russia เป็นงานอดิเรก และเพราะเธอชอบที่นี่ จากหมู่บ้านเก่าๆ ชาวประมงจนๆ กลายเป็นชาวนารวม เลี้ยงแกะ เป็นความจริงที่ในทุกๆที่ความเป็นธรรมชาติย่อมหายไปเมื่อความเจริญเข้ามา เพียงแค่ไฟฟ้าเข้ามาเกาะโอล์คอน ไซบีเรีย (Olkhon Island, Russia) ที่นี่ก็เปลี่ยนแปลงไปมาก เห็นบ้านเก่าๆหลังกระทัดรัดเห็นพื้นที่ว่างสุดลูกตา คนเก่าแก่ที่เหลืออยู่ เครื่องมือเครื่องใช้ที่ถูกปล่อยทิ้งให้โทรมไป เช่น เรือประมง โรงนาร้าง เพราะอาชีพเปลี่ยนไป เห็นแล้วน่าเศร้าใจเช่นกัน โชคดีที่ในชุมชนมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆที่เก็บรักษาอดีตให้คนรุ่นใหม่ศึกษา (หากอยากที่จะเรียนรู้) สำหรับ meepole ที่สำคัญคือ การที่เขามีคนรุ่นก่อน ผู้อาวุโสที่มีใจรักท้องถิ่นมาช่วยกันเป็นผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ พร้อมเล่าเรื่องอดีตให้นักท่องเที่ยวฟังด้วยความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมาจากจิตวิญญาณ ต่างจากของเราที่จ้างลูกจ้างคนรุ่นใหม่ๆมาดูแลสถานที่เหล่านี้ แล้วบางคนก็ไม่ได้เอาใจใส่ศึกษา ไม่ได้รักใส่ใจหน้าที่ๆทำ เมื่อนักท่องเที่ยวถามอะไรที่เป็นตำนานก็จะไม่รู้นอกจากเอกสารที่วางตั้งให้หยิบอ่านเอง พิพิธภัณฑ์และสถานที่ประวัติศาสตร์จึงดูแห้งแล้ง ผ่านมาดูแล้วผ่านไป ความประทับใจ รู้สึกซาบซึ้งไม่ค่อยจะได้รับนัก..วรรณสิงห์ (ผู้ทำรายการ) ก็ได้ถามเธอว่า "สำหรับเธอตอนนี้อะไรเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกว่ามีความสำคัญ"..เธอตอบว่า "คงเป็นเกาะนี้ื เพราะทุกครั้งเมื่อเธอมาที่เกาะนี้เธอรู้สึกว่า เธอมีชีวิตที่ช้าลง ต่างจากตอนที่เธออยู่ในเมือง ชีวิตเธอดูเร่งรีบวุ่นวาย แต่ที่นี่เธอได้อยู่กับธรรมชาติ มองดูมัน แม้ว่ามันจะเริ่มแปรเปลี่ยนไปบ้าง....." คำนี้ทำให้ meepole ย้อนคิดมองตัวเองเช่นกันว่า การที่ได้เอาตัวออกจากสังคม (แต่ยังทำหน้าที่ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม) โดยไม่ต้องมีตัวตน อยู่กับธรรมชาติ (ป่ารอบบ้าน สุนัข นก ฯ) มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ชีวิตแต่ละวันก็สงบเย็น เป็นประโยชน์ ชีวิตที่ผ่านไปในแต่ละวันรู้สึกร่มเย็น ไม่ร้อนรุ่ม วุ่นวาย..ต่างจากบางวันที่ต้องออกไปสู่สังคมด้วยความจำเป็นในหน้าที่ ที่บางครั้งก็มีฝุ่นละอองปลิวมาติดบ้าง เหนื่อยจนรู้สึกว่า เฮ้อ!! (หลายคนคงเคยเป็น) ชีวิตที่ช้าลงของ meepole จึงเป็นชีวิตที่อยู่กับตัวเองอย่างมีสติ อยู่กับธรรมชาติ กับสิ่งที่เรารักและรักเรา อยู่เย็น ก็เป็นสุข


ข้อคิดอีกอย่างที่ meepole ได้จากรายการนี้ในวันนี้ คือคำตอบของชายชรา (80 กว่า) ที่เกิดที่นั่นและเขาบอกว่จะตายที่นั่นด้วยคำถามที่ว่า "อะไรเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของเขา" คำตอบนั้นโดนใจ "สิ่งสำคัญที่สุดแปรเปลี่ยนเสมอ สมัยหนุ่มๆการมีชีวิตรอดจากการหลบภัยสงครามสำคัญที่สุด แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดกลับเป็นหลานๆของเขา ชีวิตเขาตอนนี้เขาไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรแล้ว" จริงแท้ทีเดียวสำหรับคำตอบนี้ ตอนจบของรายการนี้ตั้งคำถามให้เราหาคำตอบว่า " สิ่งมีค่าที่สุดในแต่ละช่วงชีวิตของคุณมีอะไรบ้าง" คำถามนี้บ่งบอกการเรียนรู้สัจจธรรมของชีวิตได้ชัดเจนทีเดียวว่า ชีวิตเราไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ ใจเราเปลี่ยนได้แทบทุกวินาทีด้วยซ้ำ..ชีวิตจึงต้องประคองด้วยการมีสติ ลดการปรุงแต่ง ฝึกทำจิตให้ว่างจนเป็นปกติ อ่านจบแล้ว อย่าลืมลองตอบคำถามข้างต้นนี้ดูนะคะ :)

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เก็บคราบน้ำมันอย่างง่าย และได้ผล

  by meepole

ความตั้งใจดีของประชาชนตาดำๆ มีสำนึกดีรับผิดชอบ พยายามกันมากกว่าผู้ที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบตรง หรือพวกสั่งการ มากนัก..meepole อยากจะเขียนเสนอทางแก้ปัญหาเช่นกัน และบอกข้อเสีย (มากกว่า) ข้อดี ของการใช้สารเคมีสลายคราบน้ำมัน...เอาไว้สุดสัปดาห์อาจมีเวลาถ้างานหลักเสร็จ เพราะตอนนี้งานเข้าจน ตัวก็เป็นเกลียว หัวก็เป็นเกลียว... แต่หากใครอ่านเอาไปบอกต่อได้เลยว่าที่ดีมากให้ใช้ ปอ หรือนุ่น ฝ้ายในการดูดซับน้ำมัน ซับได้มากไม่แต่เฉพาะ crude oil แต่กระทั่ง film บางๆที่ลอย ก็เอาอยู่ คิดแล้วน่าระดมหมอนนุ่นเก่าๆที่ไม่ใช้ ถุงเท้าเก่าๆขาดๆ เอามาม้วนๆจุกใส่ หรือขอบริจาคเส้นใยที่เขาใช้เช็ดคราบน้ำมันเรือ สมัยก่อนที่บ้าน meepole เคยขายอันนี้จะดีมากเช้นกัน ...ถ้าไม่คิดมากหาได้ทันง่ายดี ให้ใช้กาบมะพร้าวมามัดเป็นทุ่น ท่อนๆเหมือนท่อนขี้ใต้ (แต่กาบมะพร้าวไม่สามารถเก็บ film บางได้นัก แต่จับ crude oil ได้ หรือเอาขุยมะพร้าว มาดัดแปลง..ทั้งสองสามวัสดุที่เสนอนี้จะใช้ได้ผล และสามารถทำลายได้ง่ายกว่าเส้นผมมากมายนัก..ข้อเสนอ by meepole ไม่สงวนความคิดเอาไปบอกต่อได้ ขอให้ทำเถิดจะเกิดผล

ถ้าจะใช้สารเคมีที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อจับและตกตะกอนคราบน้ำมันหลังจากที่กวาดจนเหลือชั้นที่บางลงบ้างแล้ว(1-2 นิ้ว) ให้ใช้ calcium oxide โรยลงไป เชื่อหัว meepole เถอะ

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วิถีซิกข์


Harmandir Sahib
วัดทองคำ อยู่ที่เมืองปันจาบ อินเดีย เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาซิกข์


วันนี้ meepole ได้ดูเรื่องพื้นที่ชีวิตตอน" วิถีซิกข์" แล้ว "ดี" เขาสัมภาษณ์หลายๆคนที่นับถือซิกข์ ฟังแล้วบอกได้ว่า ดี meepole เองได้รู้เรื่องอะไรๆเพิ่มขึ้น ศาสนาเขาสอนเมตตา และไม่ยึดถือ ลด"ความมีอหังการ์" ไม่อวดเก่ง อวดดี ทุกคนเสมอภาคกัน ไม่แบ่งชนชั้น ที่สำคัญคือเขาไม่มีรูปบูชาใดๆ ไม่มีนักบวช แต่เขาให้เชื่อโดยปฎิบัติตามคำสอนที่มีในพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ (เอาแต่กราบไหว้พระพุทธรูป แต่ไม่ศึกษาพระธรรม และไม่ปฎิบัติตามคำสอน ก็ไม่ไช่นับถือศาสนาพุทธอย่างแท้จริง เช่นกัน)

คำว่า "ซิกข์" จะตรงกับคำภาษาบาลีว่า สิกขา หมายถึงการศึกษา ผู้ศึกษาหรือผู้ใฝ่เรียนรู้ กล่าวได้ว่า ซิกข์คือผู้ที่มีความรักศรัทธา เชื่อถือและยึดมั่นใน วาเฮ่คุรุ (พระผู้เป็นเจ้า) และหลักธรรมคำสอนซึ่งเป็นพระศาสโนวาทของพระศาสดาทั้งสิบพระองค์ที่ได้บัญญัติไว้ในพระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ

ผู้สัมภาษณ์มีคำถามว่า "เชื่อเรื่องชาติหน้าใหม ?" ผู้ตอบๆได้ดีว่า ศาสนาเขาเชื่อเรื่อง "การเวียนว่ายตายเกิด" (ตามหลักของศาสนาซิกข์นั้น มนุษย์ทุกคนควรจะพยายามอย่างที่สุดเพื่อให้หลุดพ้นจากวัฎจักรของชีวิต หรือการเวียนว่ายตายเกิดนี้ ด้วยการหมั่นระลึกถึงพระเจ้าและสวดมนต์ภาวนา)

ศาสนาซิกข์เชื่อในเรื่องของการกลับชาติมาเกิดใหม่ ชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นถือว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายแล้วในการที่จะมีโอกาสระลึกถึงพระเจ้า แต่การที่มนุษย์จะสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำของเขาในชาตินี้

ในศาสนาซิกข์ การที่มนุษย์จะสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้นั้น จะต้องตัดกิเลสต่างๆ ทั้งห้าให้หมดสิ้นเสียก่อน กิเลสทั้งห้าประการนี้ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความหยิ่งยโส และความเห็นแก่ตัว มนุษย์ผู้ใดก็ตามที่สามารถละเว้นกิเลสต่างๆ เหล่านี้ได้ ถือว่าเป็นผู้ที่ได้ดำรงชีวิตตามหลักสัจธรรม และได้เข้าถึงพระเจ้าแล้ว

ดังนั้นเมื่อเราได้เกิดมาเป็น มนุษย์ในภพชาตินี้แล้วก็ควรพยายามต่อบุญเพิ่มกุศลสะสมบารมีที่ดีไว้เป็นเสบียง แค่ลงมือทำชาตินี้ก็ได้รับ "ดี" แล้ว


โลกมนุษย์

มนุษยภูมิ เป็นที่อาศัยของสัตว์ผู้มีใจสูงในเชิงกล้าหาญที่จะประกอบกรรมต่างๆ ทั้งที่เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรม แบ่งเป็น 4 จำพวก คือ

1. ผู้มืดมาแล้วมืดไป บุคคลที่เกิดในตระกูลอันต่ำ ยากจน ขัดสน ลำบาก ฝืดเคืองอย่างมากในการหาเลี้ยงชีพ มีปัจจัย 4 อย่างหยาบ เช่น มีอาหารและน้ำน้อย มีเครื่องนุ่งห่มเก่า ร่างกายมอซอ หม่นหมองหรือมีร่างกายไม่สมประกอบ บ้าใบ้ บอด หนวก หาที่นอน ที่อยู่อาศัย ยากรักษาโรค ไม่ใคร่ได้ และเขากลับประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติอบาย

2. ผู้มืดมาแล้วสว่างไป บุคคลที่เกิดในตระกูลต่ำ ผิวพรรณหยาบ ฯลฯ แต่เขาเป็นคนมีศรัทธา ไม่มีความตระหนี่ เป็นคนมีความดำริประเสริฐ มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมให้ทาน ย่อมลุกรับสมณะชีพราหมณ์ หรือวณิพกอื่นๆ ย่อมสำเหนียกในกริยามารยาทเรียบร้อย ไม่ห้ามคนที่กำลังจะให้ทาน เมื่อตายไปย่อมถึงสุคติโลกสวรรค์

3. ผู้สว่างมาแล้วมืดไป เป็นบุคคลผู้อุบัติเกิดในตระกูลสูง เป็นคนมั่งคั่งมั่งมี มีโภคสมบัติมาก เป็นผู้มีปัจจัย 4 อันประณีต ทั้งเป็นคนรูปร่างสมส่วน สะสวย งดงาม ผิวพรรณดูน่าชม แต่กลับเป็นคนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ ไม่มีความเอื้อเฟื้อ กรุณาอาทร มีใจหยาบช้า มักขึ้งโกรธ ย่อมด่า ย่อมบริภาษบุคคลต่างๆ ไม่เว้นแม่กระทั่งมารดาบิดา สมณะชีพราหมณ์ ย่อมห้ามคนที่กำลังให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงทุคติอบาย

4. ผู้สว่างมาแล้วสว่างไป เป็นบุคคลที่อุบัติเกิดในตระกูลสูง มีผิวพรรณงามและเขาย่อมประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

(http://th.wikipedia.org)

ลองเลือกกันดูว่า..." เรา " ผู้ได้โอกาสดีมากในการมาเกิดในมนุษย์ภูมิครั้งหนึ่งนี้ จะเลือกการใช้ชีวิตแบบใด และคุ้มค่ากับการได้เกิดมาในภพนี้หรือไม่

วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2556

องค์คุณของอุบาสกอุบาสิกา



Meepole ได้อ่านเรื่ององค์คุณของอุบาสกอุบาสิกานี้แล้วตรงใจกับที่อยากบอก อยากบ่นออกมาตามประสาคนไกล้แก่ทุกครั้งที่ได้เห็นข่าวในสื่อบ่อยๆโดยเฉพาะช่องน้อยสี ที่ผู้สื่อข่าว และพิธีกร ชอบหาเรื่องเช่นนี้มามอมเมาในวันใกล้ล็อตเตอรี่ออก..โดยจะเห็นข่าวตุ๊กแก 2 หาง หมู 3 หน้า ควาย 6 ขา เต่าลายพิสดาร ต้นไม้ออก..คล้ายอวัยวะบางชิ้น แล้วก็แห่กันไปจุดธูปไหว้ขอเลข ขอพร ติดทองกับสัตว์พิการพวกนั้น พวกนั้นเป็นสัตว์มีกรรมหนัก เกิดมาผิดปกติ อายุสั้น ไม่นานก็ตาย บางทีเกิดแล้วตายเลย ก็ไปกราบไหว้ปักธูปติดทองมันอยู่ได้ทางวิทยาศาสตร์เรียกสัตว์พวกนี้ว่า “วิรูป” (เคยเขียนแล้ว) เศร้าใจเมื่อเห็น พวกนี้ไม่ไช่คนพุทธ ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ ไม่เข้าใจ ไม่เรียนรู้คำสอน แต่เป็นพวกนับถือผี พวกคนไร้ศาสนามากกว่า เพราะศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้เป็นเช่นนั้น จริงๆแล้วเวลาระบุในใบประวัติส่วนตัวน่าจะมี 2 ช่องคือ ศาสนา....และช่อง ไร้ศาสนา ไว้ให้กาหรือเติมคำ.....วันนี้ขอเอาเรื่องนี้ของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ มาบันทึกไว้เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องที่เราผู้นับถือศาสนาพุทธ ต้องยึดปฏิบัติเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และอธิบายบอกต่อ เพื่อช่วยกันสืบสานพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องต่อไปให้สมกับที่ชื่อว่าเป็น “คนพุทธ”

องค์คุณของอุบาสกอุบาสิกา

ถ้าชาวพุทธมีคุณสมบัติของอุบาสกอุบาสิกา สังคมไทยจะพ้นปัญหาแน่นอน

ถ้าท่านผู้ใดปฏิบัติได้ครบ ๕ ข้อนี้ พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าเป็น อุบาสกรัตนะ และอุบาสิการัตนะ คือเป็นอุบาสกแก้ว เป็นอุบาสิกาแก้ว

(แก้วในที่นี้ หมายความว่า มีคุณค่าสูง ดีงาม ประเสริฐ)

 องค์คุณของอุบาสกอุบาสิกา ซึ่งตามมาตรฐานทั่วไป มีอยู่ ๕ ข้อ คือ

๑. มีศรัทธา เป็นเบื้องต้น คือมีความเชื่อ มีความมั่นใจในพระรัตนตรัย ความเชื่อของเรานี้ต้องเป็นความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ศรัทธางมงาย เพราะฉะนั้นจะเชื่อหรือมีศรัทธา ก็ควรจะเข้าใจความหมายของสิ่งที่ตนเชื่อด้วย

เมื่อศรัทธาในพระรัตนตรัย เราต้องรู้เข้าใจว่า พระรัตนตรัยคืออะไร มีความหมายอย่างไรการที่ศรัทธาถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ยึดเอาเป็นที่พึ่งนั้น คือปฏิบัติอย่างไร

๒. มีศีล อย่างน้อยตั้งตนอยู่ในศีล ๕ ซึ่งจะทำให้มีชีวิตที่ดีงาม เป็นฐานสำหรับตนเองที่จะก้าวไปสู่การปฏิบัติเบื้องสูง พร้อมกันนั้นก็เป็นเครื่องช่วยเกื้อกูลสังคม เพราะว่าผู้ถือศีล ๕ เป็นผู้ไม่เบียดเบียนคนอื่น แต่ดำรงชีวิตที่สุจริต ใครตั้งอยู่ในศีล ๕ ก็ทำให้ที่นั้นมีความปลอดภัย

ถ้าทุกคนรักษาศีล ๕ ได้ สังคมของเราก็จะร่มเย็นเป็นสุข มีความมั่นคงอย่างแน่นอน เป็นหลักประกันสันติสุขของสังคมที่มั่นใจได้ เวลานี้ที่เป็นปัญหามากก็คือ สังคมนี้ขาดศีล ๕ เป็นอย่างยิ่ง

๓. อโกตูหลมังคลิกะ แปลกันว่า ไม่ถือมงคลตื่นข่าว เชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล คือไม่มัวหวังผลจากความเชื่อถือนอกหลักพระพุทธศาสนา ที่เป็นความงมงาย ได้แต่หวังผลจากการดลบันดาลต่างๆ แต่ให้เชื่อกรรม คือเชื่อการกระทำที่เป็นไปตามเหตุผล ให้หวังผลจากการกระทำด้วย ความเพียรพยายามของตน คุณสมบัติข้อนี้จะต้องให้เป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งของสังคมไทยของเรา

เวลานี้คุณสมบัติเพียงข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ นี้ ถ้าเราเอามาตั้งเป็นมาตรฐานหรือเป็นเกณฑ์วัดละก็ คงจะเหลืออุบาสกอุบาสิกาน้อยเหลือเกิน เพราะฉะนั้นสังคมของเราจึงเห็นได้ชัดว่า มีความเสื่อมโทรม แปรปรวนไปต่างๆ มากมาย

เวลานี้ที่มีปัญหาออกมาเป็นข่าวต่างๆ มากมาย จะเห็นว่าเป็นเพราะสังคมของเราเสื่อมลงไปจากพระพุทธศาสนา กลายเป็นสังคมที่ไม่มีหลัก แค่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ นี่ก็แย่แล้ว ถ้าขาดข้อ ๒ คือเสื่อมศีล ก็ทำให้สังคมระส่ำระสาย พอขาดข้อ ๓ คือไม่หวังผลจากการเพียรทำ สังคมก็อ่อนแอ เมื่อพลเมืองไม่เข้มแข็ง ขาดคุณภาพ ไม่รู้จักเพียรพยายามทำการต่างๆ ให้บรรลุผลด้วยเรี่ยวแรงกำลังของตนเอง ได้แต่มัวหวังพึ่งนอนรอคอยอะไรต่างๆ เมื่อเป็นอย่างนี้ สังคมจะเจริญได้อย่างไร

ถ้ามีองค์คุณของอุบาสกอุบาสิกาถึงข้อ ๓ นี้เท่านั้น สังคมของเราก็เจริญมั่นคงได้แน่นอน


๔. ไม่แสวงหาเขตบุญนอกหลักพระพุทธศาสนา สังคมไทยเวลานี้แปรปรวนในเรื่องนี้มาก ซึ่งก็สืบเนื่องจากข้อ ๓ นั่นเอง เมื่อถือมงคลตื่นข่าว ไปเชื่อเรื่องไม่เข้าเรื่อง แล้วเขตบุญก็ย้ายออกจากพระพุทธศาสนาไปหาเขตบุญภายนอก ก็ยิ่งไปส่งเสริมให้ความเชื่อผิดปฏิบัติผิดแพร่หลายยิ่งขึ้น และแหล่งคำสอนที่ถูกต้องคนก็ไม่เอาใจใส่ คนก็ยิ่งห่างจากหลักศาสนาออกไป ไม่รู้และไม่เอาใจใส่ในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

๕. กระทำบุพการในพระศาสนานี้ หมายความว่าทำการขวนขวาย ทะนุบำรุงอุปถัมภ์พระสงฆ์ และกิจการพระพุทธศาสนาที่จะทำให้พระธรรมวินัยเจริญมั่นคง นำกันช่วยกันดำเนินกิจการและทำกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นกุศลแท้จริง ที่เป็นเรื่องถูกทำนองคลองธรรม ที่จะทำให้ศีลธรรมเจริญงอกงาม


ดังนั้นถ้าเราเอาใจใส่ในหลักองค์คุณของอุบาสกอุบาสิกา ๕ ประการนี้ เพียงเท่านี้พระพุทธศาสนาก็ดำรงอยู่ด้วยดี สังคมไทยก็เจริญมั่งคงก้าวหน้า มีความเข้มแข็งแกร่งกล้ายิ่งขึ้นไป แต่เวลานี้มีปัญหา คนไทยขาดคุณสมบัติเหล่านี้กันมากมายเหลือเกิน เพราะฉะนั้นเราต้องมาช่วยกันแก้ไข

โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
ธรรมกถา แก่ชาวธรรมะร่วมสมัย ผู้เดินทางไปทำบุญที่วัดญาณเวศกวัน
ในโอกาสเข้าพรรษาใหม่ๆ ณ วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๔

วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ธรรมจริยา: การประพฤติธรรม


วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา meepole จึงขอเขียนเรื่องนี้เพื่อเป็นพุทธบูชา


มีหลายคนมากเคยถาม meepole ว่า “อาจารย์ตักบาตรทุกวันหรือคะ”  ก็จะตอบเขาเสมอว่า “ไม่ทุกวันค่ะ”  ตักบาตรเมื่อตั้งใจจะอุทิศผลบุญให้ผู้ล่วงลับในแต่ละครั้ง เช่น เพื่อนตาย ทหารหรือตำรวจชายแดนที่ตายในหน้าที่  ผู้ที่เคารพหรือมีพระคุณตาย และ ก็ตักตามโอกาสต่างๆ เช่น ช่วงเข้าพรรษา มีพระมาก แต่คนตักบาตรมีเท่าเดิม หรือมีการบวชเณรฤดูร้อนที่มีเณรมาก ..........อุบาสก อุบาสิกาจึงควรต้องถือโอกาสนั้นเป็นธุระช่วยกันถวายภัตตาหารหรือปัจจัยเพื่อแบ่งเบาภาระและช่วยกันอนุโมทนาสืบสานต่อพุทธศาสนา แม้บางครั้งในเส้นทางไปทำงานจะพบพระในวัดชนบทนอกเมืองเดินบิณฑบาต และหากเห็นว่าท่านยังไม่ค่อยมีอาหารก็จะรีบไปซื้อหามาถวาย  แต่สิ่งที่ meepole พยายามทำทุกวันคือ การประพฤติธรรม
ธมฺมจารี สุขํ เสติ : ผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข

ในมงคลที่ ๑๖ มีพระบาลีว่า ธมฺมจริยา จ เอตมฺมํคลมุตฺตมํ ซึ่งแปลเป็นใจความว่า การประพฤติธรรมจัดเป็นอุดมมงคล

ในที่นี้ "ผู้ประพฤติธรรม" หมายถึง ผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีมาตั้งแต่ระดับเบื้องต้นถึงระดับสูงสุด

พระธรรมเบื้องต้นที่ควรประพฤติปฏิบัตินั้นได้แก่ ศีล 5 และธรรม 5 ตลอดจนการประพฤติธรรมตามหลักกุศลกรรมบถ 10 เป็นสิ่งที่เป็นความดี ก่อให้เกิดประโยชน์คือ ทำให้เกิดความเรียบร้อยทางกาย วาจา ทำให้จิตใจผ่องใส สงบและมีความสว่าง ทำให้เกิดความสุข ความเจริญ 

ธรรมจริยา คือ การประพฤติธรรม คนที่มีธรรมจริยานั้นเรียกว่า ธรรมจารี ผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ การประพฤติธรรมพอสรุปได้เป็น 2 คือ

1.ประพฤติเป็นธรรม หมายถึง ทำความประพฤติหรือหน้าที่ของตนให้ถูกต้องและให้ดียิ่งขึ้น เช่น คนเรียนหนังสือ ก็ให้เรียนให้ถูกให้ดีไม่ทุจริตลอกการบ้าน จ้างทำงานวิจัย  ทำธุรกิจค้าขายก็ทำสิ่งถูกต้องให้ดีไม่โกง เป็นข้าราชการก็ทำหน้าที่ให้ถูกต้องใส่ใจประชาชน ไม่คอรัปชั่น  และพยายามทำให้ถูกให้ดีต่อๆ ไปคือรักษาความดีให้ยืนนาน

2.การประพฤติตามธรรม หมายถึง การฝึกอบรมตนตามแนวทางของธรรมะให้สูงขึ้นตามลำดับ เช่น ไม่เคยรักษาศีลก็ฝึกรักษาศีล ไม่เคยบำเพ็ญภาวนาเจริญสติ หรือปฏิบัติสมถะภาวนา ไม่เคยสวดมนต์ไหว้พระก็ฝึกทำ อย่างนี้เรียกว่าประพฤติตามธรรมคือ การทำถูกทำดี ไม่ว่าใครจะอยู่ในหน้าที่การงานอย่างไร งานทุกอย่างย่อมต้องการความถูกต้องและความดีทั้งนั้น การทำให้ถูกทำให้ดีนั้นก็จะได้ผลดี ไม่ทำให้เดือดร้อนในภายหลัง

ทำดีอย่างเดียวไม่พอ ที่ต้องทำอีกสิ่งคือ การเว้นจากความชั่ว (ไม่ไช่ตักบาตรทุกเช้า แต่ก็ดื่มเหล้าเล่นการพนันทุกเย็น)

การเว้นจากความชั่ว มี 3 วิธีคือ

1. สัมปัตตวิรัต หมายถึง งดเว้นในเมื่อประจวบเข้ากับเหตุนั้นๆ คือ ไม่ได้คิดที่จะงดเว้นมาก่อน แต่เมื่อเหตุนั้น ๆ มาถึงตัวเข้า จะล่วงละเมิดก็ได้ แต่ไม่ล่วงเกิน เช่น เห็นสัตว์ซึ่งถ้าจะฆ่าก็ฆ่าได้แต่ไม่ฆ่า เห็นทรัพย์ ซึ่งถ้าจะขโมยก็ได้แต่ไม่ทำ เห็นหญิงสาวซึ่งถ้าจะล่วงเกินก็ได้แต่ไม่ทำ มีโอกาสจะพูดเท็จก็ได้ แต่ไม่พูด มีตำแหน่งหน้าที่ที่สามารถคอรัปชั่นได้ แต่ไม่ทำและไม่สนับสนุนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำ เพราะนึกถึงชาติ ตระกูลและฐานะของตน เกิดหิริโอตตัปปะ คือความละอายและความเกรงกลัวต่อบาปเกิดขึ้นในใจ จึงงดเว้นทำความชั่วนั้น ๆ ได้


2. สมาทานวิรัติ หมายถึง งดเว้นเพราะสมาทาน คือ ได้ปฏิญาณไว้ว่าจะไม่ทำอย่างนั้น ๆ เช่น รับศีลแล้วก็รักษาได้อย่างเคร่งครัด รักษาสัจจะ ไม่คอรัปชั่นโกงทรัพย์แผ่นดิน เป็นต้น

3. สมุจเฉทวิรัติ หมายถึง งดเว้นบาปได้เด็ดขาด คือ ไม่ทำความชั่วตลอดชีวิต เป็นการงดเว้นของพระอริยบุคคล
การงดเว้นจากความ ชั่ว คือการงดเว้นเหตุแห่งความทุกข์ไม่ทำเรื่องที่จะให้ถึงความเดือดร้อนจึงไม่มี ทุกข์ ไม่มีความเดือดร้อน มีแต่ ความสุข สงบ ร่มเย็น ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งตนเองและผู้อื่น จึงเป็นมงคลอันสูงสุด


ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจาร

ธรรมนั่นแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม

ธมฺโม สุจิณฺโน สุขมาวหาติ

ธรรมที่บุคคลสั่งสมไว้ดีแล้ว นำความสุขมาให้

เอสานิสํโส ธมฺเม สุจิณฺเณ

ข้อนี้แหละเป็นอานิสงส์ในธรรม

น ทุคฺคตึ คจฺฉติ ธมฺมจารี

ผู้ประพฤติธรรมดีเรียบร้อยไม่ไปสู่ทุคติ

 
สพฺพปาปสฺส อกรณํ ชั่วด้วยกาย วาจา ใจ ไม่กระทำเป็นเด็ดขาด

กุสลสฺสูปสมฺปทา ดีด้วยกาย วาจา ใจ ทำจนสุดสามารถ

สจิตฺตปริโยทปนํ ทำใจของตนให้ผ่องใส

มนุษย์เราจำเป็นต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ซึ่งการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมมักเกิดปัญหาขึ้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะการกระทบกระทั่งกันด้วยวาจา ด้วยใจ และการเบียดเบียนกันไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม สังคมที่มีแต่การเบียดเบียนกันนั้นย่อมหาความสุขไม่ได้ บางครั้งเราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่นได้ แต่เราสามารถจัดการกับตัวเราเองได้ง่ายกว่า การปฏิบัติตนให้ดี มีจิตตั้งมั่นในความดี ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ เมื่อมีสิ่งกระทบย่อมไม่กระเทือน ตั้งมั่นได้ด้วยธรรมะและปัญญา ย่อมจะช่วยให้ชีวิตของเราโปร่งโล่งเบาสบาย พบสุขที่สงบ อย่างแท้จริง

 

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

กลัวความตาย ?


เรื่องของเรื่อง....วันนี้ meepole มีนัดไปไปท่านเที่ยงกับกลุ่มเพื่อนเก่า ที่แก่มาด้วยกัน เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มนี้เขากลัวตายมาก จนเครียด นอนไม่หลับจนต้องทานยานอนให้หลับ ขนาดวันนี้ตั้งคำถามกับเราว่าทำยังจึงไม่ต้องตาย ?? เราเลยถามว่ามีตัวอย่างรู้ว่ามีใครที่ไม่ตายแล้วหรือยัง และ  ..  http://meepolen2.blogspot.com/2013/05/12-may.html

..........ดูอาการเพื่อนแล้วน่าเป็นห่วง อยากจะช่วยให้เขาคิดถูก เข้าใจความจริงของชีวิต กินได้ นอนหลับไม่ต้องพึ่งยา.คิดไม่เป็น ก็เย็นไม่ได้  คิดไม่ถูกทาง วางไม่ถูกที่ ชีวีก็ทุกข์ เนอะ!! meepole ก็ไม่รู้ว่าในโลกนี้ยังมีคนที่กลัวการตายมากขนาดนี้อีกไหม แต่ยังไงๆก็ตามไม่ว่าจะกลัวตายมากหรือน้อย ก็ต้องทุกข์ไปจนกว่าถึงเวลาตาย...หากคิดเป็น คิดถูก เมื่อใดก็พ้นทุกข์ meepole ก็เลยขอเอาบทกลอน ข้อคิดดีๆมาฝากใครที่มีเพื่อนกลัวความตาย จะได้เอาไปบอกต่อ ขยายความ....แท้จริงแล้วที่สำคัญคือ ตายอย่างไรไม่ให้ตาย ต่างหากที่ควรคิดคำนึง ในอดีตที่ผ่านมาเรามีคนดีๆมากมายที่ไม่เคยตาย เช่นพระเจ้าตากสินมหาราช พระนเรศวรมหาราช  ท้าวสุรนารี ฯ

และจะดีมากขึ้นหากเราแปลงความกลัวตายนั้นให้กลายเป็นความรู้เท่าทันและเป็นเครื่องเตือนสติให้รีบสร้างสมคุณความดี จริงๆแล้วการนึกถึงความตายจะช่วยทำให้เราขวนขวายในสิ่งที่เราชอบผัดผ่อน ผัดวันประกันพรุ่ง และปลดเปลื้อง ละวางในสิ่งที่เราชอบยึดติด

ความตายจะมาเมื่อไรเราไม่รู้ ไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้ เราจึงไม่ควรประมาท เราควรจะใช้เวลาที่มีอยู่อย่างมีความหมาย ใช้เวลาแต่ละนาทีไปอย่างมีประโยชน์ การเที่ยวหาความสนุกสนาน ตระเวณไปตามอโคจรสถาน อาจไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป ครอบครัว การทำความดี การฝึกฝนจิต เป็นเรื่องที่สำคัญกว่า
         


 
ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้รจนาไว้ในบทกวีชื่อ “ผู้ดับไม่เหลือ” (ตอนท้าย) ว่า

เมื่อเจ็บไข้ ความตาย จะมาถึง
อย่าพรั่นพรึง หวาดไหว ให้หม่นหมอง
ระวังให้ ดีดี นาทีทอง
คอยจดจ้อง ให้ตรงจุด หลุดได้ทัน
 
หนึ่งนาที สุดท้าย อย่าให้พลาด
ตั้งสติ ไม่ประมาท เพื่อดับขันธ์
ด้วยจิตว่าง ปล่อยวาง ทุกสิ่งอัน
สารพันนั้น ไม่ยึดครอง เป็นของเรา
 
ตกกระได พลอยกระโจน ให้ดีดี
จะถึงที่ จุดหมาย ได้ง่ายเข้า
สมัครใจ ดับไม่เหลือ เมื่อไม่เอา
          ก็ดับเรา ดับตน ดลนิพพาน
 
 
 
 

 



ดังนั้นใครมีภาระหน้าที่อะไรที่ควรทำ ก็อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ควรเร่งทำความดีทุกประการ (บุญกิริยาวัตถุ10) พร้อมกับละอกุศลทั้งปวง (อกุศลกรรมบถ10) ตามกำลังสติปัญญาของตน จะได้เป็นผู้ที่ไม่ประมาทต่อความตาย ที่จะมาเยือนได้ทุกเมื่อ ดังกวีนิพนธ์บทหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าที่กล่าวไว้ว่า
เห็นกันอยู่เมื่อเช้า สายตาย
สายอยู่สุขสบาย บ่ายม้วย
บ่ายชื่นรื่นรวยราย เย็นดับ ชีพแฮ
เย็นเล่นกับลูกด้วย ค่ำม้วยอาสัญ
อ่านทั้งหมดนี้แล้ว ตระหนัก เช้าใจ และปล่อยวางได้ ก็จะได้เป็นผู้เตรียมพร้อมก่อนตายได้อย่างแท้จริง

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เดือนดอกไม้บาน


ตั้งแต่เมษายนถึงเดือนนี้อากาศแปรปรวน บางวันร้อนมาก บางวันอบอ้าวเพราะตั้งเค้าจะตก ฟ้าร้องครืนๆทั้งวัน แต่ไม่ตก บางวันตกโครมโดยไม่มีเหตุ ต้นไม้ดอกไม้ในบ้านบางประเภทที่ออกดอกยาก ออกน้อย ก็เลยออกดอกเต็มไปหมด กลิ่นหอมเช้า เย็น ค่ำ ไม่เหมือนกัน อบอวลทั้งวัน ก็ชื่นใจดี สำหรับคนชอบกลิ่น เพราะบางประเภทเช่น พุดสามสี หอมจัดช่วงเย็น กลิ่นจะแรง พุดน้ำบุตรยิ่งแล้วใหญ่ หอมกระจุย อันนี้น่าไปสกัดทำน้ำหอมจริงๆ กลีบดอกหนาสวยดอกมีสามสีในวันเดียว เริ่มบานสีขาว (ตอนกลางคืน) สายเป็นเหลืองอ่อน เย็นเป็นสีเหลืองทองแบบจีวรพระ หอมมาก ดอกทนได้สองสามวัน meepoleจะเก็บมาปักเจกันเล็กๆ เพราะก้านเขายาว กำลังคิดต่อว่าน่าจะกินได้ เหมือนดอกชมจันทร์ที่ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมกิน จนออกไม่ทันราคาเลยแพงกิโลละ 200 บาท

2-3 วันมานี้เวลาเดินในสวนของบ้านอดเก็บภาพไม่ได้ ต้องเดินกลับไปคว้ากล้องมาถ่าย ทั้งดอกไม้ ผีเสื้อ แมลงภู่ (เจ้านี่เป็นแมลงที่ไม่สุภาพเป็นอย่างมาก เวลามันเกาะที่ช่อดอกไหนก็ตามช่อนั้นกระจุยร่วง เพราะมันแรงมากและบินเร็ว มุดๆๆๆๆแล้วไปช่ออื่นต่อ)
เจ้านี่ชอบดอกบุหงาส่าหรีมาก แมลงแทบทุกชนิดชื่นชอบดอกนี้เพราะเวลามีดอกจะหอมไกลจะเรียกผีเสื้อนาๆชนิดมาเยอะมาก ตอนนี้มีผึ้งชื่นชอบขนาดย้ายบ้านมาทำรังบนต้นเลย ไม่ต้องไปไหนกัน meepole ก็ปล่อยให้อยู่ตามสบาย มีเพื่อนบ้านบอกให้เอาน้ำฉีดให้ไป บางคนบอกรังใหญ่แล้วรมควันเอาน้ำผึ้งได้แล้ว ..แต่ meepole ไม่มีความคิดจะทำเพราะบ้านใครใครก็รัก เขาก็อุตสาห์สร้างของเขา ยกไว้เสียสูงมาก ก็อย่าไปกวนเขา โลกนี้ไม่ได้มีไว้เฉพาะคน เขาก็มีสิทธิ ตราบใดที่ไม่มาระรานต่อยใคร รักษาอาณาเขตส่วนตัวไว้ก็อยู่ไปเถิด (ถ้าช่วยจ่ายค่าเช่าให้ก็ดีเนอะ หุหุ).......เอาภาพสวยๆของดอกไม้ส่วนหนึ่งมาลงให้ชมเหมือนมาเที่ยวสวนกัน

บน-ล่าง Hoya ดอกไม้ที่ชอบมาก หอมอ่อนๆชื่นใจ ปีนี้ออกเกือบ 20 ช่อ
 
 
บน-ล่าง กล้วยไม้ที่ไม่เคยออกดอกก็ออกดอก

 
ล่าง ลีลาวดีหอมเย็นๆ
 
 
ล่าง พุดสามสี ที่ส่งกลิ่นตลบอบอวล



บน-ล่าง พุดน้ำบุษย์ ยิ่งดอกมาก กลิ่นหอบถึงบ้านชั้นบน
 
 
ล่าง พุดน้ำผึ้ง ออกทีละดอกห่างๆกัน พอสายก็เป็นสีเหลืองเหมือนกัน ไม่เคยได้ดลิ่นเพราะดอกมีน้อย มีผลเหมือนลำใย เป็นผลเดี่ยวๆ แข็งๆอยู่ได้เป็นเดือน

 
ล่าง  ระฆังเงิน เป็นต้นไม้ป่าดอกสวยกลีบแข็ง ผลเหมือนลำใย (มีระฆังทองด้วย ดอกสีเหลือง) ตอนซื้อเพื่อนเอาทองไป meepole เลยได้เงินมา
 
 
 
บน รังผึ้งบนต้นบุหงาส่าหรี

 
 
บน-ล่าง บุหงาส่าหรี ช่อดอกเต็มต้น ล่อใจแมลง ผีเสื้อ
 
 
ล่าง เล็บมือนาง ตั้งแต่เดือนที่แล้ว ตอนนี้เริ่มร่วงหมดต้นแล้ว
 
 
 
ล่าง ต้นนี้ปลูกเป็นยา แต่คนทั่วไปปลูกเป็นไม้ประดับ
 

 ล่าง กระดังงาสงขลา  อันนี้ออกดอกเกือบทั้งปีหอมจับใจ
 
 
ล่าง เดฟยังออกดอกเลย
 
 

ดอกว่าน
 
 
 
 

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

พายเรือให้โจรนั่ง



พายเรือให้โจรนั่ง เป็นวลีที่ meepole ได้จากการไปสนทนากับซือฝูท่านหนึ่งที่ท่านได้มุ่งทางธรรมมา 20 กว่าปีแล้ว  เพื่อนัดวันที่กลุ่มเพื่อนของ meepole จะไปปฎิบัติธรรม เนื่องจากท่านรับลูกศิษย์ครั้งละ 1 คน และมีคนจองล่วงหน้าบ้างแล้วถึงเดือนธันวาคม ตามเวลาที่แต่ละคนสะดวก กลุ่มเราเลยกระจายๆตามช่วงว่างที่ท่านมีเหลือและแต่ละคนมี เพราะอย่างน้อยต้องอยู่กับท่าน 7 วันคุณขาวเลยได้ลงเป็นคนแรกซึ่งรอไปอีกเกือบ 2 เดือน คนที่ตั้งใจมาก คือ link ต้องรอถัดต่อไปอีกเดือน เพราะติดช่วยงานอบรมพระนักเทศน์ ทุกอย่างมีการจัดสรรเวลาไว้แล้วก็เป็นตามนั้น

มีตอนหนึ่งของการสนทนา คุณขาวถามท่านซือฝูเรื่องการทำงานในหน้าที่ ที่บางครั้งต้องทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพื่อให้งานเสร็จ เพื่อจะได้ไม่เป็นปัญหาหรือไม่ผิดใจกับเจ้าของบริษัทหรือหัวหน้างาน ซือฝูมีความเห็นหรือคำแนะนำอย่างไร...

ท่านบอกว่าโดยแท้จริงหากรู้ว่าเป็นสิ่งผิดก็ไม่ควรทำนะ แล้วท่านก็เล่าเรื่องการก่อสร้างตึกของโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในส่วนกลางทั้งเรื่องขณะก่อสร้างและการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ ที่มีลูกศิษย์สนิทของท่านร่วมเป็นกรรมการดูแลจัดการคนหนึ่งและมีหมอและอื่นๆ ในที่สุดหมอที่เป็นหัวหน้ากรรมการชุดนี้ ต้องการทำสิ่งที่ทุจริตหลายขั้นตอนซึ่งคงนำความเสียหายในอนาคต (เพราะบางเหตุการณ์การโกงกิน ไม่ได้เกิดความเสียหายที่เห็นได้ในทันที ตึกร้าวทรุดเกิดได้ในอนาคต เตียงเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควรฯ แต่ผลประโยชน์ที่คนโกงได้มองเห็นในทันที) ลูกศิษย์ของซือฝูจึงโทรศัพท์มาถามท่านว่าจะทำอย่างไรดีในกรณีนี้ ไม่สบายใจหากจะต้องทำ และไม่อยากทำคือไม่อยากเซ็นต์รับทุกเรื่อง......ซือฝูก็มีความเห็นตรงกับที่ใจเราคิด คือท่านพูดว่า หากไม่อยากทำและรู้ว่าสิ่งนั้นไม่ถูกต้องก็ต้องไม่ทำ หากเลี่ยงได้อย่างใดก็หาทางหลีกเลี่ยงไม่ไปมีส่วนร่วมกับการทำสิ่งผิดในเรื่องนั้นๆ และหากเลี่ยงไม่ได้ขอให้ลาออก....การลาออกก็มีหลายประเด็นคือลาออกจากตำแหน่งตรงนั้น หากไม่ยอม และเรื่องใหญ่มากก็ลาออกจากงาน...(อ่านถึงตรงนี้ meepole คิดว่าบางคนคงคิดว่าทำไม่ได้ ทุกคนยังต้องทำมาหาเลี้ยงตนและครอบครัว แต่จริงๆลองคิดให้ดี คิดให้รอบ และคิดใหม่ ชีวิตไม่มีทางตัน หากต้องการรักษาความดี ความถูกต้อง).....ในที่สุดเมื่อเจรจากับหมอไม่ได้เพราะเขาต้องการทำและให้ทำเธอจึงขอลาออกจากหน่วยงานและองค์กรนั้น เปลี่ยนงานและได้งานที่ดีกว่าเดิมจนปัจจุบัน......ท่านซือฝูจึงให้ข้อคิดในบางประเด็นโดยเฉพาะกรณีคุณขาวที่ทำงานในตำแหน่งระดับสูงสุดรองจากเจ้าขององค์กรนั้นซึ่งเราคาดเดาได้ว่าน่าจะเป็นเรื่องอะไร (แต่ย่อมไม่หมดทุกเรื่อง) เช่น การตกแต่งบัญชีเลี่ยงภาษี การนำของส่งตปท.ในลักษณะของหายของบางหน่วยงาน ...ท่านจึงพูดว่า การทำเช่นนั้นเหมือนเรากำลัง พายเรือให้โจรนั่ง มันควรหรือไม่ แต่ทั้งนี้ท่านได้ยกตัวอย่างหลายๆหน่วยงาน องค์กร ในปัจจุบันที่มีหน้าที่หลายๆอย่างที่เกี่ยว) กับความเป็นความตาย การพลัดพราก (ไม่ขอบันทึก)แม้ว่าทำในหน้าที่แต่หลายครั้งที่ไม่รอบคอบ รู้ไม่เท่าทัน หรือทำตามสิ่งที่เขาส่งมาให้ ดูเอกสารตามนั้น ความจริงเป็นอีกเรื่อง ไม่ว่าพลาดผิดหรือไม่ก็ทำตามอักษร เมื่อทำหน้าที่ไปตามที่เห็นนั้น ก็ก่อกรรมขึ้นแล้วไม่มากก็น้อย แล้วแต่เรื่องราวและผลการตัดสินที่เขาให้.....(จริงๆเรื่องนี้ท่านยกตัวอย่างและบุคคลที่ชัดเจน เรื่องราวโด่งดังระดับประเทศในอดีตนานมาพอควร แต่ผู้เขียนไม่อยากเอ่ยนาม เนื่องด้วยความเคารพในตัวของท่านผู้ถูกกระทำด้วยการยุติที่ไม่เป็นธรรมนั้น) ..สุดท้ายซือฝูก็สรุปสั้นๆว่า ไม่มีใครหนีพ้นกรรมไม่ดีที่ตัวได้ทำไว้ ไม่ว่าเจตนาหรือไม่ก็ตาม หากหลีกได้ก็ขอให้หลีกเถิด

คำแนะของซือฝูครั้งนี้ยิ่งเพิ่มความมั่นใจในสิ่งที่ meepole ได้ปฎฺิบัติมาตลอดคือ ความถูกต้อง และความดีต้องมาก่อน หากทำไม่ได้เพราะอยู่ในตำแหน่งแล้วเลี่ยงไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปเอาตำแหน่งทางโลกเช่นนั้น เลือกสังคมที่จะอยู่ เลือกทุกอย่างที่จะทำ ปฎิเสธทุกอย่างที่หากต้องทำในสิ่งผิด หรือทำอย่างไม่รับผิดชอบ ก็อยู่มาได้ด้วยความสุขกาย และใจ ย้อนคิดไปไม่เสียใจหรือรู้สึกผิดบาปในเรื่องใดเพราะไม่ได้ทำอะไรไม่ถูกต้องในทางธรรม ได้อยู่อย่างสงบและสุขใจในเส้นทางที่เลือกแล้ว ไม่เจริญในทางโลกที่วัดด้วยตำแหน่ง เงินเดือน แต่ไม่ตกต่ำในทางโลกและทางธรรม ไม่ต้องย้อนคิดอะไร แต่หากย้อนคิดทุกเรื่องเป็นสิ่งดี (ยกเว้นตอนเด็กๆที่ดื้อ เล่นกบ ฆ่าสัตว์  กรรมคือถูกผ่าตัดมา 5 ครั้งแล้ว แต่โชคดีที่เป็นเรื่องเล็กๆ วันหนึ่งอาจเขียนบันทึก)..แม้ในหน้าที่การงานที่ทำปัจจุบันก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย แต่ก็ยังอยากลาออกเพราะอยากที่จะสงบและสบายมากกว่าที่เป็น จริงๆชีวิต meepole เลือกได้ (เลือกเกิด ตายไม่ได้ เลือกที่จะเป็น อยู่ ได้) แต่ยังทำไม่ได้เพราะติดคำขอร้องของ...ด้วยเหตุผลของการต้องให้และชดใช้ต่อสังคมเล็กๆ แผ่นดิน ให้ทำไปจนถึงเกณฑ์กำหนด แต่ไม่ให้กำหนดเองแบบที่คิดจะทำ.....นี่ก็คงเป็นกรรม แต่อย่างน้อยสิ่งที่ได้ทำมาและจะทำต่อไป ก็ไม่ไช่การพายเรือให้โจรนั่ง แต่เป็นการพายเรือนำลูกศิษย์ข้ามฟากไปส่งให้ถึงฝั่ง  4 ปีได้ 1 รุ่น ออกไปรับใช้ตัวเอง ครอบครัว สังคม แผ่นดินเกิด พายไปเถิด!!!!! หุหุ

 

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

ไปสถานปฎิบัติธรรม



......คิดย้อนหลังไป เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า meepole ตั้งใจหาที่ไปฝึกปฎิบัติธรรม ยังคงอยากไปที่ท่ามะโอที่เคยไป แต่ปีนี้เวลาไม่อำนวย มีแต่ช่วงสั้นๆทั้งสิ้น ก็เลยจะหาที่ไกล้ๆและขอที่ถูกกับจริตตน คือไม่วุ่นวายคนมากมาย (แม่ว่าจะถูกสอนจากแม่ชีท่านหนึ่งว่า แม้ภายนอกวุ่นวาย ใจเราสงบเย็นเป็นพอ) หากยังหลีกเลี่ยงสถานที่เช่นนั้นได้ก็ยังคงเลี่ยงอยู่ มีที่ไกล้มากแต่ขอเก็บไว้เมื่อไม่มีที่ไปจริงๆ แต่หาไม่ได้เพราะทุกที่มีคนมากมาย อยู่ดีๆไปวัดเจอคุณแอ๋ว ไม่รู้คุยอะไร เขาก็เลยบอกเรื่องที่จะพาลูกสาวไปฝึก ปรากฎว่าเป็นภิกษุณี มหายาน..สามีเป็นแพทย์อยู่ที่อเมริกามาตลอด ลูกสาว ลูกชายเป็นหมออยู่เท็กซัส และ Ohio, USA ส่วนภิกษุณีบวชมา 20 กว่าปีที่อเมริกา และใต้หวัน ตอนนี้คุณหมอสามีก็เกษียณกลับมาอยู่บริเวณไกล้ๆ กลางวันมาช่วยดูแลสวนใน บริเวณสถานที่ปฎิบัติธรรม

ที่เราสนใจคือ ท่านรับศิษย์ครั้งละ 1 คน และอย่างต่ำต้องอยู่ 7 วัน ฟังแล้วสนใจทันที เพราะที่น้่นย่อมไม่วุ่นวายหนอ..แต่ขอไปดูก่อน ก็เลยชวนคุณขาวไปเพราะสนใจเหมือนกัน ...ไปถึงแบบงงๆว่าที่อันไกลเช่นนี้ใครจะรู้..แต่เราพอใจมาก สงบ เงียบ ไม่วุ่นวาย หลุดออกจากสังคมไปได้จริงๆ...ได้คุยอะไรๆมากมาย ทั้งภาษาไทยอังกฤษ เพราะ Billie ก็สนใจเช่นกัน เราเรียกท่านว่าซื่อฝู (คล้ายๆว่าอจ.ผู้เฒ่า) ระหว่างคุยท่านได้ให้เหรียญโลหะชื่อท่านกับพวกเรา ให้กำไว่แล้วหลับตา ทำใจให้สบายๆ 5 นาที แล้วหลังจากนั้นก็ถามความรู้สึก การรับรู้ของแต่ละคน

ตอนนี้คนจองคิวท่านเต็มถึงเดือนกรกฏาคม ส่วนมากเป็นแพทย์ที่มาฝึก แต่ท่านยังไม่เปิดรับทั่วไปเพราะท่านไม่ต้องการเช่นนั้น คนที่มาจึงเป็นการบอกต่อเป็นคนๆ และต้องไปเอง
เมื่อใครก็ตามเวลาถึงพร้อมย่อมหาทางไปได้เอง เมื่อจิตถึงพร้อมย่อมหาสถานที่ปฎิบัติธรรมที่ฝึกตนได้เอง

ถามท่านเรื่องการฝึกที่นี่ก็รู้ว่าถูกจริตเรา อะไรๆที่เป็นธรรมชาติ ไม่ฝืน ย่อมไม่เครียด ไม่ตึงไม่หย่อน ย่อมเป็นทางสายกลางที่แท้จริง เราฟังบางอย่างที่เคยกังวลในขั้นตอนการปฏิบัติตน ปรากฎว่าที่นี่ไม่มีสิ่งนั้นให้ต้องกังวล...เส้นทางเดินไปสู่เป้าหมายหนึ่งๆนั้น มีได้หลายเส้นทาง เส้นทางที่สั้นที่สุดมีเส้นทางเดียว แต่หากเลือกเส้นทางที่ถูกต้องไม่วอกแวกและรู้สึกปลอดโปร่งเมื่อเดินก็ย่อมถึงจุดหมาย ต่างกันที่เวลาที่ไปถึง แต่ต้องไม่ลืมว่า ชีวิตคนนั้นสั้นนัก แล้วแต่ใครจะเริ่มเดินเข้าสู่เส้นทางสงบ เพื่อพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวงได้เมื่อใด

ท่านให้หนังสือมาอ่าน 3 เล่ม ฉบับภาษาอังกฤษลูกสาวท่านเขียนเอง

ท่านพาเดินรอบบริเวณเท่าที่เดินได้ มีท่าน้ำสงบดี เอารูปมาไว้ให้ดู


เส้นทางภายในสู่ที่ปฎิบัติธรรม



บน-ล่าง อาคารเล็กๆสำหรับต้อนรับ

 

บน-ล่าง บริเวณบ่อน้ำเจ้าแม่กวนอิมซึ่งมีที่มาที่ไป ต้องไปรับรู้เอง





บน-ล่าง ท่าน้ำที่ใช้นั่งพักอิริยาบท





 
ต้นเถาวัลย์ใหญ่และนานาพรรณไม้ในป่าเดิม


 


หนังสือที่ซือฝูเมตตาให้มาอ่าน เมื่อคืนนี้อ่านจบหนึ่งเล่ม (รู้แล้ววางเป็นทางแห่งพุทธะ)ย่อมเป็นเล่มภาษาไทย คืนนี้จะอ่านอีกเล่มที่เหลือ ส่วนฉบับภาษาอังกฤษต้องเอาไว้ค่อยๆแกะอักษรเข้าสมอง หุหุ

วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2556

เริ่มต้นดี ชีวิตก็ดี มีมงคล


ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย  โดยท่านเจ้าอาวาส เจ้าคณะภาค ๑๖ (พระเทพสุธี) และคณะสงฆ์วัดไตรธรรมาราม ได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ สรงน้ำพระพุทธรูปองค์โตที่สุดในอำเภอเมืองฯ โดยนิมนต์ท่านรองเจ้าคณะจังหวัดมาเป็นประธานสวด มีสวดพระปริตรเพื่อเป็นสิริมงคล งานนี้เพิ่งจัดเป็นปีแรก meepole ได้ไปร่วมงานมงคลนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิตในปีใหม่นี้.....เริ่มต้นดี ชีวิตก็ดี มีมงคล และงานนี้ก็ให้ลูกเณรน้อยที่บวชภาคฤดูร้อนมาร่วมกิจกรรมด้วย

 

 

 
 
 
 
 
ท่านพระครูศรัทธาโสภิต เมตตาประพรมน้ำพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล
 

เณรน้อยเลือกที่ติดทองหลวงพ่อโต